เว็ปเพื่อนบ้าน

ปฏิรูปการเมือง


หนังสือยื่น ถึง นายกรัฐมนตรี ผ่าน ผบ.ทบ. เรื่องขอให้รัฐบาลช่วยคุณวีระ


เครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ   พรรคพลังงานไทย    สภาปฏิรูปพลังงานแห่งชาติ      สภาธรรมาภิบาล

51 หมู่ 17  ถนนบางนา-ตราด กม.10 บางพลี สมุทรปราการ 10540 

วันที่       18 พฤศจิกายน   2556

 

เรื่อง      ขอให้รัฐบาลไทยช่วยคุณวีระ สมความคิด ที่ถูกจำคุกอยู่ที่ประเทศกัมพูชา

กราบเรียน ฯพณฯ​นายกรัฐมนตรี ผ่าน ผู้บัญชาการทหารบก

ข้าพเจ้า  นายวิวัฒน์ชัย กุลมาตย์  ในฐานะประชาชนคนไทย  และตัวแทนเครือข่ายประชาชน ได้ติดตามคำตัดสินของศาลโลก กรณีปราสาทเขาพระวิหาร  และการจับกุมกลุ่มคนไทย นายวีระ สมความคิดกับพวก  ในพื้นที่ทับซ้อน ไทยเขมร  เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2553 พร้อมกับพวกจำนวน 6 คน รวมทั้งสิ้นเกือบ 3 ปี แล้ว   และได้ปล่อยตัว เพื่อนๆที่ไปด้วยกัน เหลือเพียงคุณวีระ สมความคิด เพียงหนึ่งคนที่ถูกเขมรกักตัวไว้โดย ที่รัฐบาลไทยไม่คิดจะทำอะไรอย่างจริงจัง ตั้งแต่ สมัยรัฐบาล อภิสิทธิ จนถึงรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร   เป็นการ ละเมิดสิทธิคนไทย ซึ่งตาม กฎหมายระหว่างประเทศ  ไทยและกัมพูชาที่มีอาณาเขตแดนติดต่อเป็นประเทศเพื่อนบ้านกัน รัฐบาลและผู้มีหน้าที่รับผิดชอบทั้งสองประเทศจะต้องทราบดีถึงหลักปฏิบัติต่อ กันตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยจะต้องใช้หลักของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน ( good neighbourliness ) และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ( Peaceful coexistence ) ซึ่งเป็นหลักกฎหมายระหว่างประเทศ 5 ประการ ( Five Principles of Peaceful Coexistence ) คือ (1) สองฝ่ายจะต้องเคารพในบูรณภาพและอำนาจอธิปไตยแห่งเขตแดนซึ่งกันและกัน ( mutual respect for territorial integrity and sovereignty ) ( 2 ) การไม่รุกรานซึ่งกันและกัน ( non - aggressive ) ( 3 ) ไม่ก้าวก่ายกิจการภายในซึ่งกันและกัน ( non - interference in internal affairs ) ( 4 ) มีผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน ( equality and mutual advantage ) และ ( 5 ) การอยู่ร่วมกันเองอย่างสันติสุข ( Peaceful coexistence itself )
              
อีกทั้งศาลโลกไม่ได้ตัดสินแล้วว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตกัมพูชา  ดังนั้น รัฐบาลกัมพูชา จึงละเมิดสิทธิเสรีภาพ ของคุณวีระ  สมความคิด    พร้อมทั้งรัฐบาลไทยเองก็กำลังละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

              และ กัมพูชาจะนำคนไทยทั้ง 7 คนไปขึ้นศาลประเทศกัมพูชาไม่ได้เลย   และรัฐบาลไทย จะผลักใสพลเมือง ของประเทศให้ไป อยู่ภายใต้ อำนาจอธิปไตยทางศาลของประเทศ นั้นก็ไม่ได้เช่นกัน   ( ที่มา อ.ยินดี ต่อสุวรรณ​อดีต ผู้พิพากษาศาลฎีกา   )
           
  การทำให้ราชอาณาจักรของรัฐไทยต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐต่างประเทศ หรือทำให้เอกราช ของรัฐเสื่อมเสียไป หรือมีการคบคิดกับบุคคลใด ( ไม่ว่าภายในหรือภายนอกราชอาณาจักรไทย ) เพื่อกระทำการ ใดๆอันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของรัฐต่างประเทศด้วยความประสงค์ที่ จะก่อให้เกิดการดำเนินการในทางอื่นที่เป็น ปรปักษ์ต่อรัฐไทย ผู้นั้นก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้กระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราช ตามป.อาญามาตรา 119 , 120 ,128 และ 129 แล้ว  

             ประการสำคัญ จากการที่ไทย และกัมพูชาได้ตระหนักถึงปัญหาเขตแดนที่มีต่อกันหลังจากสงคราม ในกัมพูชาได้สิ้นสุดลง จึง ได้ร่วมกันทำบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่าง รัฐบาลไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาขึ้นในปี 2543 หรือที่เรียกว่า MOU2543  เป็นบันทึกความเข้าใจระหว่าง รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก พ..2543   ซึ่งลงนามโดย ม...สุขุมพันธุ์ บริพัตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น โดยสาระที่ สำคัญยิ่งของบันทึก ฉบับนี้ก็คือ การยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000    โดยไม่ได้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา   ซึ่งขัดต่อ   สนธิสัญญาบาหลี วันที่ 24  กุมภาพันธ์   พศ . 2519  ที่เขียนไว้ว่า  "การใดใช้ฟ้องในกฏหมายระหว่างประเทศ การนั้นต้อง ชอบด้วยขบวน การรัฐธรรมนูญใน ประเทศเสียก่อน"       สนธิสัญญาบาหลีเป็นส่วนหนึ่ง ของกฎบัตรสหประชาชาติ      ศาลโลกเป็นส่วนหนึ่งของสหประชาชาติ  การที่เขมรและไทยต่าง ซึ่งเป็นชาติภาคีสมาชิกสนธิสัญญาบาหลี  และสห ประชาชาติ ย่อมรู้อยู่แล้วก่อน ฟ้องคดี             ประเทศไทย ย่อมมีสิทธิ ที่จะยกกฏบัตรสหประชาชาติ พร้อมด้วยสนธิ สัญญาบาหลี หักล้างคำพิพากษาศาลโลกได้โดยชอบ   การที่รัฐบาลที่ผ่านมาทุกรัฐบาล ก็ตามไปรับรองแผนที่ 1:200,000 โดยไม่ผ่านรัฐสภา      ย่อมขัดต่อบท บัญญัติกฏหมายรัฐธรรมนูญไทย มาตรา 190  ย่อมตกเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น และศาลโลกเอง เคยกล่าวเอาไว้ในคำพิพากษาในหลายๆคดีว่า "การใด จะสมบูรณ์ในกฏหมายระหว่างประเทศ การนั้นต้องชอบด้วยขบวน การรัฐธรรมนูญใน ประเทศเสียก่อน"    

Top of Form

              จึงถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดหลักนิติธรรม ตามกฎหมายไทย และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย      ดังนั้นข้อตกลงต่างๆ  รวมทั้งคำตัดสินของศาลโลก ที่ตามมา จึงเป็นโมฆะ   ใช้บังคับไม่ได้

 

 ดังนั้นรัฐบาล คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงต้องแสดงจุดยืนในหลักนิติธรรมไทย   ด้วยการไม่รับอำนาจศาลโลก และไม่ยอมรับการกระทำที่ผิดกฎหมายของรัฐบาลที่ผ่านมา ที่เกี่ยวข้องกับการสูญเสีย ดินแดนไทยครั้งนี้ด้วย  ไม่ว่าจากรัฐบาลคุณ ชวนหลีกภัย รัฐบาลคุณทักษิณ ชินวัตร    รัฐบาลคุณ สมชาย วงค์สวัสดิ์ รัฐบาล คุณอภิสิทธิ เวชชาชีวะ 

และที่สำคัญต้องทวงสิทธิ คนไทยคืนจากกัมพุชาโดยให้ปล่อยตัวคุณวีระ สมความคิดทันที

หากรัฐบาลไม่ดำเนินการใดๆ เช่น ยอมรับมติศาลโลก ไม่ขอตัวคุณวีระ สมความคิดกลับมา   เท่ากับรัฐบาลกำลังปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อหลักนิติธรรม  และหากรัฐบาลยอมรับมติศาลโลก ทำให้ไทยสูญเสียดินแดน เท่ากับรัฐบาล และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้ง รัฐกัมพูชาจึงอาจเข้าข่ายเป็น การร่วมกันกระทำ ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 119 , 120 , 128 และ 129 ผู้ที่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดแม้อยู่นอกราชอาณาจักรก็มีความผิดด้วย ตามประมวลกฎหมาย อาญามาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 (1) การกระทำดังกล่าว ยังอาจเป็นการร่วมกัน กระทำความผิดอาญาระหว่าง ประเทศอีกด้วย  เพราะสิทธิของพลเมืองได้รับความคุ้มครองตามกฎบัตร สหประชาชาติและสนธิสัญญา ระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิ พลเมือง และสิทธิทางการเมือง ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาได้เข้าร่วมเป็นภาคี ในสนธิสัญญาดังกล่าวแล้ว      

ดังนั้น  รัฐบาลต้องแถลงการณ์ไม่ยอมรับคำสั่งศาลโลก   และขอตัวคุณวีระ สมความคิดกลับมาทันที   จึงขอกราบเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา ดำเนินการ ภายใน15 วัน  ซึ่งทางเครือข่ายจะดำเนินการตาม กระบวนการยุติธรรมต่อไป  ขอขอบพระคุณอย่างสูงยิ่ง

 

               ขอแสดงความนับถือ

                

               ผศ วิวัฒน์ชัย กุลมาตย์      พท.รัฐเขต แจ้งจำรัส      พท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี  

               โทร 087-6065856 ,086-3671004     แฟกซ์ 02-7637722   E-mail :     kamolpanch@gmail.com

ที่มา : ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
       
อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาล

      :  .ธนะบูรณ์  จิรานุวัฒน์   ผู้เชี่ยวชาญ กฎหมายระหว่างประเทศ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วันที่โพสต์ 16/11/2013