เว็ปเพื่อนบ้าน

ปฏิรูปการเมือง


หนังสือยื่น UN ขอให้ช่วยคุณวีระ สมความคิด


 

เครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ   พรรคพลังงานไทย    สภาปฏิรูปพลังงานแห่งชาติ      

สภาธรรมาภิบาล


 

วันที่       พฤศจิกายน   2556

 

เรื่อง      ขอให้ช่วยคุณวีระ สมความคิด จากการจองจำของรัฐบาลกัมพูชา

                  และคำตัดสินของศาลโลก ขัดหลักนิติธรรมไทย

เรียน                     เลขาธิการยูเอ็น

 

                 ข้าพเจ้า  นายวิวัฒน์ชัย กุลมาตย์  ในฐานะประชาชนคนไทย  และตัวแทนเครือข่ายประชาชน ได้ติดตามคำตัดสินของศาลโลก กรณีปราสาทเขาพระวิหาร  และการจับกุมกลึุ่มคนไทย นายวีระ สมความคิด ในพื้นที่ทับซ้อน ไทยเขมร  เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2553 พร้อมกับพวกจำนวน 6 คน รวมทั้งสิ้นเกือบ 3 ปี แล้ว   และได้ปล่อยตัว เพื่อนๆที่ไปด้วยกัน เหลือเพียงคุณวีระ สมความคิด เพียงหนึ่งคนที่ถูกเขมรกักตัวไว้โดยที่รัฐบาลไทยไม่คิดจะทำอะไรอย่างจริงจัง ตั้งแต่ สมัยรัฐบาล อภิสิทธิ จนถึงรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร   เป็นการ ละเมิดสิทธิคนไทย ซึ่งตาม กฎหมายระหว่างประเทศ  ไทยและกัมพูชาที่มีอาณาเขตแดนติดต่อเป็นประเทศเพื่อนบ้านกัน รัฐบาลและผู้มีหน้าที่รับผิดชอบทั้งสองประเทศจะต้องทราบดีถึงหลักปฏิบัติต่อ กันตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยจะต้องใช้หลักของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน ( good neighbourliness ) และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ( Peaceful coexistence ) ซึ่งเป็นหลักกฎหมายระหว่างประเทศ 5 ประการ ( Five Principles of Peaceful Coexistence ) คือ (1) สองฝ่ายจะต้องเคารพในบูรณภาพและอำนาจอธิปไตยแห่งเขตแดนซึ่งกันและกัน ( mutual respect for territorial integrity and sovereignty ) ( 2 ) การไม่รุกรานซึ่งกันและกัน ( non - aggressive ) ( 3 ) ไม่ก้าวก่ายกิจการภายในซึ่งกันและกัน ( non - interference in internal affairs ) ( 4 ) มีผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน ( equality and mutual advantage ) และ ( 5 ) การอยู่ร่วมกันเองอย่างสันติสุข ( Peaceful coexistence itself )
      
  อีกทั้งศาลโลกไม่ได้ตัดสินว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตกัมพูชา    ดังนั้น รัฐบาลกัมพูชา จึงละเมิดสิทธิเสรีภาพ ของคุณวีระ  สมความคิด    พร้อมทั้งรัฐบาลไทยเองก็กำลังละเว้นการปฏิบัติหน้าที่


       
เมื่อ 7 คนไทย ถูกจับบริเวณหลักเขตแดน ซึ่งยังไม่รู้ว่าเป็นดินแดนของเขตประเทศใด เพราะยังไม่มีการพิสูจน์ทางเทคนิคกันในเรื่องหลักเขตกัน กัมพูชาไม่มีอำนาจที่จะจับกุมคนไทยทั้ง 7 คนได้   และ จะนำคนไทยทั้ง 7 คนไปขึ้นศาลประเทศกัมพูชาไม่ได้เลย เพราะศาลที่จะมีอำนาจในการพิจารณา พิพากษาคดี ได้จะต้องมีเขตอำนาจศาล ( Territorial Jurisdiction )เมื่อสถานที่เกิดเหตุเป็นเขตแดนที่ยังไม่รู้ว่าเป็นเขตแดน ประเทศใด ศาลกัมพูชาย่อมไม่มีเขตอำนาจศาลที่จะพิจารณาพิพากษาคดีในกรณีรุกล้ำเขตแดน ประเทศได้เลย และในกรณีเช่นนี้ ไม่มีประเทศใดในโลกที่จะยอมรับเขตอำนาจศาลของประเทศที่ประชิดพรมแดนกันให้มี อำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพลเมืองของประเทศตนในเรื่องการรุกล้ำเขตแดนได้ และจะผลักใสพลเมืองของประเทศให้ไปอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยทางศาลของประเทศ นั้นก็ไม่ได้เช่นกัน   ( ที่มา อ.ยินดี ต่อสุวรรณ​อดีต ผู้พิพากษาศาลฎีกา   )

 

 อีกทั้งไทย และกัมพูชาได้ตระหนักถึงปัญหาเขตแดนที่มีต่อกันหลังจากสงครามในกัมพูชาได้สิ้นสุดลง จึง ได้ร่วมกันทำบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่าง รัฐบาลไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาขึ้นในปี 2543 หรือที่เรียกว่า MOU2543 ( บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักร กัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก พ..2543” หรือ MOU43 ร่วมกับกัมพูชา ซึ่งลงนามโดย ม...สุขุมพันธุ์ บริพัตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น  โดยสาระที่ สำคัญยิ่งของบันทึกฉบับนี้ก็คือ การยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000  )    โดยไม่ได้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาไทย   ซึ่งขัดต่อ   สนธิสัญญาบาหลี วันที่ 24  กุมภาพันธ์   พศ . 2519  ที่เขียนไว้ว่า  "การใดใช้ฟ้องในกฏหมายระหว่างประเทศ การนั้นต้อง ชอบด้วยขบวน การรัฐธรรมนูญใน ประเทศเสียก่อน"       สนธิสัญญาบาหลีเป็นส่วนหนึ่ง ของกฎบัตรสหประชาชาติ      ศาลโลกเป็นส่วนหนึ่งของสหประชาชาติ  การที่เขมรและไทยต่าง ซึ่งเป็นชาติภาคีสมาชิกสนธิสัญญาบาหลี  และสห ประชาชาติ ย่อมรู้อยู่แล้วก่อน ฟ้องคดี             ประเทศไทย ย่อมมีสิทธิ ที่จะยกกฏบัตรสหประชาชาติ พร้อมด้วยสนธิ สัญญาบาหลี หักล้างคำพิพากษาศาลโลกได้โดยชอบ   การที่รัฐบาลที่ผ่านมาทุกรัฐบาล ก็ตามไปรับรองแผนที่ 1:200,000 โดยไม่ผ่านรัฐสภา      ย่อมขัดต่อบท บัญญัติกฏหมายรัฐธรรมนูญไทย มาตรา 190  ย่อมตกเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น และศาลโลกเอง เคยกล่าวเอาไว้ในคำพิพากษาในหลายๆคดีว่า "การใด จะสมบูรณ์ในกฏหมายระหว่างประเทศ การนั้นต้องชอบด้วยขบวน การรัฐธรรมนูญใน ประเทศเสียก่อน"    

 (ที่มา นักกฎหมายระหว่างประเทศ  :หลวงแพ่งพินิจ  )

  ประชาชนคนไทย จึงขอแสดงจุดยืนในหลักนิติธรรมไทย   ด้วยการไม่รับอำนาจศาลโลก และไม่ยอมรับการกระทำที่ผิดกฎหมายของรัฐบาลที่ผ่านมา ที่เกี่ยวข้องกับการสูญเสีย ดินแดนไทยครั้งนี้ด้วย  ไม่ว่าจากรัฐบาลคุณ ชวนหลีกภัย รัฐบาลคุณทักษิณ ชินวัตร รัฐบาล คุณสมชาย วงค์สวัสดิ์ รัฐบาล คุณอภิสิทธิ เวชชาชีวะ 

และที่สำคัญต้องทวงสิทธิ คนไทยคืนจากกัมพุชาโดยปล่อยตัวคุณวีระ สมความคิดทันที

  เพราะสิทธิของพลเมืองได้รับความคุ้มครองตามกฎบัตรสหประชาชาติและสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิ พลเมือง และสิทธิทางการเมือง ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาได้เข้าร่วมเป็นภาคีในสนธิสัญญาดังกล่าวแล้ว  
       

ดังนั้น จึงขอให้ยูเอ็น และยูเนสโก้ ทำหนังสือไปยังรัฐบาลกัมพูชาขอให้ปล่อยตัวคุณวีระ สมความคิด โดยทันที  และทำหนังสือถึงศาลโลก ประชาชนชาวไทยขอคัดค้านคำสั่งศาลโลกเนื่องด้วยขบวนการขึ้นสู่ศาลโลก ขัดหลักนิติธรรมไทย  คือมติ MUO 43 ไม่ผ่านความเห็นชอบของสภาไทย

        ขอขอบพระคุณอย่างสูงยิ่ง

               ขอแสดงความนับถือ

                ผศ วิวัฒน์ชัย กุลมาตย์

 

                 พท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี  

 

               พท.รัฐเขต แจ้งจำรัส  

               โทร 087-6065856 ,086-3671004     แฟกซ์ 02-7637722   E-mail :     kamolpanch@gmail.com

 

ที่มา : ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
       
อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และศาลภาษีอากรกลาง

       : หลวงแพ่ง พินิจ   

วันที่โพสต์ 16/11/2013