เว็ปเพื่อนบ้าน

ปฏิรูปการเมือง


หนังสือถึง คณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่องของให้พรรคเพื่อไทยปฎิบัติตามนโยบายพรรค


หนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง

วันที่ 14 มค.  2556

เรื่อง     ขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง แจ้งไปยังพรรคเพื่อไทย ให้ปฏิบัติตามนโยบายพรรคที่ แถลงต่อสภา 

เรียน     คณะกรรมการการเลือกตั้ง  (นายทะเบียนพรรคการเมือง )

               ข้าพเจ้า นายเรืองศักดิ์ เจริญผล  พท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี และผู้มีรายชื่อท้ายหนังสือนี้ ได้ติดตามนโยบายของพรรคและติดตามการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง พลังงาน  และการศึกษาในการแถลงนโยบายของรัฐบาลสู่สภาและสาธารณะดังนี้

 

1   รัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้แถลงสู่สภาว่า จะกำกับราคาพลังงานให้มีราคาที่เหมาะสม เป็นธรรม และปรับโครง สร้างราคาพลังงานเพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง  ตามนโยบายพรรค   ข้อ1.7.1    และ ข้อ3.5.3       แต่ปรากฏ ว่ารัฐบาลโดย นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ได้กระทำการบิดเบือนอำพราง ในการให้ข้อมูลสู่สาธารณะ เพื่อประโยชน์ ในการขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม แอลพีจี (LPG) โดยให้ข้อมูลเสมือนว่าขณะนี้ราคาก๊าซที่ขาย นั้น ต่ำกว่าต้นทุนที่แท้จริง  จนรัฐต้องชดเชยไแล้วกว่าแสนล้าน โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อไม่ให้มีเสียง คัดค้าน จากประชาชน โดย เมื่อช่วงเดือน ธันวาคม พุทธศักราช 2555  จนถึงปัจจุบัน นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ได้กระทำการโดย มีการปกปิดอำพราง ในการให้ข้อมูลสู่ สาธารณะ เพื่อประโยชน์ตนเองหรือผู้อื่น ได้กระทำ การนำข้อมูลอันบิดเบือน  และได้ทำการเผยแพร่ สู่สาธารณะในวงกว้าง โดยมีข้อความโดยสรุป เช่นกระทรวงพลังงานจะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาปรับโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้มทุก ภาคส่วน ขึ้นไปให้ ใกล้เคียง กับต้นทุนที่เป็นจริง

เนื่องจากเวลานี้ประเทศนำเข้าแอลพีจีค่อนข้างมาก หากย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา ประเทศต้อง นำเข้าก๊าซหุงต้มมียอดถึง 5.64 ล้านตัน ต้องใช้เงินในการอุดหนุนราคาส่วนต่างนำเข้ากว่า 9.3 หมื่นล้านบาท และต้องชดเชยราคาหน้าโรงกลั่นไปแล้วกว่า 2.4 หมื่นล้านบาทรวมแล้วต้องชดเชย ราคาแอลพีจีกว่า 1.17 แสนล้านบาท”    จากหนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิจhttp://www.tpa.or/. th/industry/content.php?act=view&id=5869

 

โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ประชาชน เข้าใจผิดว่า

1 ต้นทุนที่แท้จริงของก๊าซ แอลพีจี อยู่ในราคาสูง เท่าเทียมราคาตลาดโลก ขณะนี้ ขายถูกกว่าต้นทุนจริง จนรัฐบาลต้องนำเงินภาษีไปชดเชยช่วยเหลือ ประชาชน

2 การใช้ก๊าซหุงต้มของประชาชนใช้เพิ่มกันมาก ต้องนำเงินไปชดเชยสูงเพิ่มมากขึ้น

 

แต่ในข้อเท็จจริง

- ต้นทุนที่แท้จริงของก๊าซแอลพีจี ไม่เคยแจ้งให้ประชาชนทราบ แต่ ก๊าซแอลพีจี ผลิตได้ในประเทศ ในปริมาณสี่ในห้าของการใช้ทั้งหมด ( ตามเอกสารแนบ หมายเลข 1) ไม่ได้นำเข้าทั้งหมดจากต่างประเทศ แต่จะคิดราคาเต็มตามราคาตลาดโลก

และ จากรายงานปตท. แบบ56-1 หน้า 55 มีต้นทุนก๊าซจากปากหลุมที่รายงานต่อสาธารณะ อยู่ที่7.69 บาท ต่อกิโลกรัม ( ตามเอกสารแนบ หมายเลข 2)

- รัฐบาลไทยขาก๊าซจากปากหลุมให้มาเลเซีย ในราคา 2.6 บาทต่อกิโลกรัม (2.3 $ต่อล้านบีทียู) (ตามเอกสารแนบ หมายเลข 3)

- การนำเข้าก๊าซหุงต้มจากต่างประเทศมีการร่วมกันใช้ระหว่าง ภาคธุรกิจปิโตรเคมี ซึ่งใช้เพิ่มในอัตราที่สูงมาก มากกว่าภาคประชาชน (ตามเอกสารแนบ หมายเลข 4) และสัดส่วนมากกว่าหนึ่งในสาม ถูกใช้โดยภาคปิโตรเคมี และธุรกิจปิโตรเคมี ยัง จ่ายเงินสมทบกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพียง 1 บาทต่อกิโลกรัม แต่อุตสาหกรรมอื่นต้องจ่าย 12.2549 บาท ต่อกิโลกรัม(ตามเอกสารแนบ หมายเลข 5)

 

                   ทั้งต้องนำเงินกองทุน น้ำมัน ที่ประชาชนทั้งประเทศต้องจ่ายในรูป ของราคาน้ำมัน ลิตรละ 1-8บาท ทำให้ราคา น้ำมันแพง และในรูป ของก๊าซ หุงต้มแอลพีจี (LPG) สำหรับภาคขนส่ง กิโลกรัมละ 4 บาท และภาค อุตสาหกรรม อื่นๆที่ไม่ใช่ปิโตรเคมี กิโลกรัมละ 12.2549 บาท เพื่อไปชดเชย ราคาการนำเข้า ก๊าซแอลพีจี ที่ส่วนใหญ่ นำไปใช้ในภาคธุรกิจ ปิโตรเคมีเอกชน อีกทั้ง บริษัทปิโตรเคมี กำไรเพิ่ม ขึ้นหลายเท่าตัว เช่น บริษัท บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน) (PTTGC) กำไรสุทธิในปี 2554  ทั้งปี จำนวน 2,113 ล้านบาท ในปีพุทธศักราช 2555 (มกราคม-กันยายน ) กำไรสุทธิ จำนวน 23,613 ล้านบาท กำไรเพิ่มขึ้นกว่า 1000 % (ที่มา http://www.set.or.th/set/companyhighlight.do?symbol= PTTGC&language=th&country=TH) เอกสารแนบ 6

- การกระทำดังกล่าวเพื่อเอื้อประโยชน์ แก่ธุรกิจโรงกลั่น   เอกสารแนบ บริษัทในเครือ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ธุรกิจปิโตรเคมีเอกชน แต่ประชาชนทั่งประเทศต้อง แบกรับต้นทุน ของธุรกิจ ต่างๆ และเพิ่มภาระค่าใช้ จ่ายในการดำรงชีพ รวมทั้งราคาสินค้าอุปโภค บริโภค ต่างๆ ค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ค่าเดินทาง ที่แพงขึ้นตามมา ประชาชน ทั้งประเทศจึงได้รับความเดือดร้อน เสียหาย เป็นลูกโซ่

 

             จึงเป็นการปฎิบัติหน้าที่ที่ไม่ได้ทำตามนโยบายของพรรคที่จะปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้สะท้อน ต้นทุนที่แท้จริง แต่ให้ข้อมูลบิดเบือนเพื่อประโยชน์เอกชนเป็นการบริหารราชการ แผ่นดินโดย มีผล ประโยชน์ทับซ้อน เอื้อประโยชน์เอกชน

 

              การกระทำของ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล เข้าข่ายความผิดตามกฏหมายอาญาดังนี้

-ประมวลกฏหมายอาญามาตรา341 มาตรา343 ให้ข้อมุลไม่ครบถ้วนแก่ประชาชน และเป็นการเลือกปฏิบัติ และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อเอื้อประโยชน์ แก่ผู้อื่น ขัดประมวลกฎหมาย อาญามาตรา 152  (เจ้าพนักงานเข้ามีส่วนได้เสีย), มาตรา 148  (ใช้ตำแหน่ง โดยมิชอบ), มาตรา 157 ( ละเว้นปฎิบัติหน้าที่)

-ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.. 2551ข้อ6(2) (4) (5) (6) (7) (9) ข้อ8 ข้อ 9 ข้อ 12 ข้อ 13 ข้อ 14

และรฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ  ได้ปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อ รัฐธรรมนูญมาตรา 49 และนโยบายรัฐบาล พรรคเพื่อไทย

 

ข้อ  2  รัฐบาลได้แถลงสู่สภา ในข้อ4นโยบายสังคมและคุณภาพชีวิต     การพัฒนาคุณภาพการศึกษา  และลดปัญหาเด็กออกจากระบบการศึกษา  ปรับปรุงระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อกระจายโอกาส ทางการศึกษา ให้มีประสิทธิภาพ และเป็นธรรม

ข้อ 4.1.1ปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาทุกระดับให้รองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกและ ทัดเทียม กับมาตรฐานสากลบนความเป็นท้องถิ่น และความเป็นไทยขจัดความไม่รู้หนังสือ ให้สิ้นไปจากสังคมไทย พัฒนาระบบการศึกษาให้ผู้เรียนมีความรู้คู่คุณธรรม

 

ข้อ 4.1.2  สร้างโอกาสทางการศึกษา กระจายโอกาสทางการศึกษาในสังคมไทย โดยคำนึงถึงการสร้าง ความเสมอภาคและความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นแก่ประชากรทุกกลุ่ม ซึ่งรวมถึงผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ ผู้บกพร่องทางกาย สนับสนุนการจัดการศึกษาตามวัยและพัฒนาการอย่างมี คุณภาพตั้งแต่ก่อน วัยเรียนจนจบ การศึกษา ขั้นพื้นฐานลดปัญหาคนออกจากระบบการศึกษา

ปรับปรุงระบบการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อทุกระดับให้เอื้อต่อการกระจายโอกาส โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะจัดให้มีระบบคัดเลือกกลางเพื่อเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม 

 

                แต่ในข้อเท็จจริง รัฐบาลโดย  สำนังานเลขาธิการการศึกษาขั้นพื้นฐาน    ออกนอกระบบจำนวน 58 โรง     และจะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ตามเอกสารแนบ โดยอ้างเพื่อความคล่องตัว  คลายกฎระเบียบทางการเงินและ ทางโรงเรียนสามารถบริหารจัดการงบประมาณ วิชาการ บุคคลากรได้เอง          สามารถเปิดโปรแกรมการเรียนพิเศษต่างๆ ได้เอง             หาก รร.มีห้องเรียนอิงลิชโปรแกรม  ขณะที่สิทธิของนักเรียนที่พึงจะได้รับ เช่น สิทธิในโครงการเรียนดี เรียนฟรี นักเรียนยังได้เช่นเดิม     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สพฐ.ได้ตั้งเป้าหมายดันโรงเรียนเป็นนิติบุคคลเพิ่มอีกในปีการศึกษาต่อๆ ไป ดังนี้ ปีการศึกษา 2557 จำนวน 150 แห่ง ปีการศึกษา 2558 จำนวน 300 แห่ง.

 

แต่ในนโยบายของพรรคเพื่อไทยข้างต้นตามข้อ  4.1  การพัฒนาคุณภาพการศึกษา  และลดปัญหาเด็กออกจากระบบการศึกษา  กระจายโอกาส ทางการศึกษา ให้มีประสิทธิภาพ และเป็นธรรม

ข้อ4.1.1 และ 4.1.2  สร้างโอกาสทางการศึกษา กระจายโอกาสทางการศึกษาในสังคมไทย โดยคำนึงถึงการสร้าง ความเสมอภาคและความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นแก่ประชากรทุกกลุ่ม ซึ่งรวมถึงผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ ผู้บกพร่องทางกาย ลดปัญหาคนออกจากระบบการศึกษา    การนำโรงเรียนออกนอก ระบบทำ ให้เด็ฏยากจน ด้อยโอกาสไม่มีทางได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพได้   ความเสมอภาคและเป็นธรรม ของเยาวชน จะขาดหายไป  เพราะโรงเรียนนอกระบบจะต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง   และคำสั่งให้โรงเรียนออกนอก ระบบขัด รัฐธรรมนูญมาตรา 49 การจัดการศึกษาของรัฐ จักต้องเรียนฟรี มีคุณภาพ บุคคลยอมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไมนอยกวาสิบสองปที่รัฐจะตอง จัดใหอยางทั่วถึง และมีคุณภาพ โดยไมเก็บคาใชจาย การประกาศนี้จะขัดรัฐธรรมนูญ และนโยบายพรรคที่จักต้องจัดการ ศึกษาตามที่ได้แถลงสู่สภารวมทั้งการปรับปรุงระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ยังมิได้ดำเนินการให้เกิดความเป็นธรรมและเปิดโอกาสให้คนยากจนเข้าสู่ระบบอย่างเสมอภาคเพราะรับตรงกันทุกมหาวิทยาลัย   การปรับปรุงหลักสูตรการเรียน การสอน   ก็ยังไม่ได้เห็นความคืบหน้า และให้ประชาชนมีส่วนร่วม

ด้วยเหตุข

วันที่โพสต์ 19/01/2013