เว็ปเพื่อนบ้าน

บทความ


การจัดการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาสังคม ศีลธรรม

 การจัดการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาสังคม ศีลธรรม 14 ตุลาคม 2548
ปัจจุบันสังคม เสื่อมลงไม่ว่าด้านปัญหาศีลธรรม วัฒนธรรม ประเพณีไทย ปัญหาพฤติกรรมเยาวชน ปัญหาสุขภาพจิต ตามที่เราได้เห็นข่าวอยู่เสมอๆ ซึ่งการจัดการศึกษาที่แก้ปัญหาสังคมเราสามารถทำได้โดย
1.วัยเด็กเล็ก การปลูกฝังสิ่งดี ๆ สิ่งไหนดี สิ่งไหนไม่ดี ตั้งแต่เด็กอนุบาล หรือเด็กตั้งแต่เล็ก ๆ โดยการอ่านนิทานหรือเล่านิทานสอนใจ มีการวิจัยว่าหากเราปลูกฝังสิ่งไหนดีไม่ดีตั้งแต่เล็ก ๆ โตขึ้นเขาจะเป็นคนสร้างปัญหาสังคมน้อยสุด เรื่องที่น่าใส่ใจ เช่น พิษภัยของยาเสพติด , การเป็นคนดีควรเป็นอย่างไร ความกตัญญู อดทน การเห็นแก่ส่วนรวม และปลูกฝังความรักชาติ ฯลฯ   ให้ ถามเด็กอนุบาล ตอบว่าวันนี้ได้ทำอะไรดีๆหรือยัง  ทุกๆวัน รวมทั้งการพาเด็กไปทำประโยชน์ส่วนรวม เช่นการไม่ทิ้งขยะ ช่วยเก็บขยะ   ช่วยปิดน้ำไหลทิ้ง  การทำทาน การช่วยเหลือเพื่อนๆ  
2.วัยประถม การอ่านนำทานอีสบ , นิทานสอนใจ , การสอนมารยาท , การเข้าคิว การขอโทษ , การขอบคุณ , สอนสมบัติผู้ดีมากน้อยตามวัย สอนสมบัติกุลสตรี การวางตัวหญิงชาย , ขนบธรรมเนียมประเพณีไทย , การปลูกฝังชาตินิยม การทำทุกอย่างเพื่อชาติ (คล้ายสิงค์โปร์, เวียตนาม ที่ปลูกฝังว่า สิงคโปร์ไม่มีทรัพย์กรธรรมชาติอะไรเลยแต่สิงคโปร์ รวยได้เพราะใช้มันสมอง มีทรัพยากรสมองมนุษย์ที่สามารถสร้างขึ้นมาได้ และนำหน้าประเทศอื่น ๆ ในโลก)
ให้ ถามเด็ก  ว่าวันนี้ได้ทำอะไรดีๆหรือยัง   เพื่อส่วนรวม เพื่อครอบครัว เพื่อครู และเพื่อนๆ  ทุกๆวัน รวมทั้งการพาเด็กไปทำประโยชน์ส่วนรวม เช่นการไม่ทิ้งขยะ ช่วยเก็บขยะ   ช่วยปิดน้ำไหลทิ้ง  การทำทาน การช่วยเหลือเพื่อนๆ  

3.วัยประถมปลาย ให้เด็กแต่งนิทานสอนใจ การสรุป การนำไปปฏิบัติในชีวิตจริง การเรียนศาสนาในหัวข้อหลักธรรมใดนำไปใช้อย่างไร ในชีวิตประจำวัน ไม่จำเป็นต้องเรียนหนังสือเนื้อหาศาสนา มากมาย ซ้ำซาก แต่ไม่มีเวลา หรือไม่ได้นำลงไปปฏิบัติ เช่นให้เขียนว่า 
- วันนี้เด็กได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ให้กับส่วนรวมบ้าง  เข้ากับธรรมะข้อใด ,                                                       - วันนี้ได้แสดงกตัญญูกับบิดามารดา , ครูอย่างไร
 - วันนี้ได้มีหิริโอตับปะ มีอริยสัจสี่อย่างไร 
- การสอนเรื่องเพศสัมพันธ์ การวางตัวหญิงชาย , การคบเพื่อนต่างเพศการวางตัวอย่างไร
 - สอนเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การป้องกัน 
- สอนเรื่องหน้าที่ของเราต่อครอบครัว ประเทศชาติ , ส่วนรวม ,สังคม , ชุมชน 
- ภัยสังคมในชีวิตประจำวันที่ต้องระวัง โดยให้ติดตามข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับภัยผู้หญิง   ผู้ชาย ข่าวอาชญากรรม แล้วนำมาเป็นอุทาหรณ์ หรือสอนกัน   หรือถกเถียงกันว่าเกิดได้อย่างไร จะป้องกันอย่างไรหากเราอยู่ในสถานะการณ์นั้นๆ 
-  ให้ ถามเด็ก  ว่าวันนี้ได้ทำอะไรดีๆหรือยัง   เพื่อส่วนรวม เพื่อครอบครัว เพื่อครู และเพื่อนๆ  ทุกๆวัน รวมทั้งการพาเด็กไปทำประโยชน์ส่วนรวม เช่นการไม่ทิ้งขยะ ช่วยเก็บขยะ   ช่วยปิดน้ำไหลทิ้ง  การทำทาน การช่วยเหลือเพื่อนๆ  
 4.วัยมัธยม
 - การวางตัวหญิงชาย , ความมีคุณค่าของตัวเด็กหญิง,ชาย ควรจะรักษาอย่างไร- การไม่เข้าหาอบายมุข , การมีวิจารณญาณ คิดเองเป็น
- ควรเรียนศิลปะป้องกันตัว
- การเลี้ยงดูเด็ก , จิตวิทยาเด็กพัฒนาการเด็ก (ม.3,ม.6) เพื่อเตรียมตัวเป็นพ่อแม่ในอนาคต
- พัฒนาการทางสมอง (ม.3,ม.6) เพื่อไว้เลี้ยงลูกตนเองต่อไป
- หลักการเลือกคู่ครอง หลักการเลี้ยงลูก , การเตรียมตัวเป็นครอบครัว 
มาตรการอื่นๆที่เราต้องสอนเช่น
- เด็กทุกคน ทุกวัย ให้เขียน  (หรือตอบปากเปล่าในเด็กอนุบาล )ว่า ได้ทำอะไรเพื่อใครหรือยัง หรือได้ทำความดีอะไรบ้าง
- การมีชมรมกิจกรรมต่าง ๆ หลังเลิกเรียน กีฬา , ดนตรี, เพื่อนดูแลเพื่อน
- การมีชมรมเยาวชนในชุมชน ทุกชุมชน
- ภัยสังคมในชีวิตประจำวัน ที่ต้องระวัง
การจัดศึกษาเพื่อแก้ปัญหาสังคมและปัญหาศีลธรรม นอกจากการสอนแล้วในความเป็นจริงต้องมีแบบอย่างที่ดีให้เด็กด้วย เป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ส่วนปัญหาสุขภาพจิต การฆ่าตัวตาย คงมีหลายเหตุปัจจัยผสมๆกัน ไม่ว่า ความกดดันจากพ่อแม่ ครู เพื่อน และทางโรงเรียน การดุด่าเด็กบ่อยๆ ความคาดหวังสูง ความลำเอียงของพ่อแม่ที่ไม่รู้ตัว หรือไม่มีความรู้ในการเลี้ยงลูกที่ถูกทาง การที่บังคับเด็กให้เรียนในสิ่งที่ ไร้ประโยชน์ กฎเกณฑ์ในการวัดผล การบังคับการใช้คะแนนเฉลี่ย ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย การเรียนในเรื่องไกลตัวมากกว่าใกล้ตัว ไม่รู้วิธีดูแลตัวเองทั้งร่างกายจิตใจ ทำให้เด็กมีความกดดันสะสม เครียด เกิดโรคซึมเศร้า
เราจะสังเกตได้ว่าเด็กที่ฆ่าตัวตาย เหตุปัจจัยสูงสุด คือความไม่เข้าใจของพ่อแม่ที่สร้าง ความกดดันให้เด็ก เพราะฉะนั้น รัฐเอง และพ่อแม่ ควรจะสร้างความรู้ที่ถูกต้องในการเลี้ยงดูเด็ก ให้แก่ประชาชน ที่สำคัญ ควรลดกฎเกณฑ์มาตรฐานที่ กำหนดในหลักสูตร การเรียน ที่มากเกินวัยและมากเกินไป ออก ไร้ประโยชน์ ซ้ำซาก เพื่อให้เด็กมีความสุขกับการเรียน ไม่เครียด จะได้ไม่ไปหาสิ่งเสพติด และควรเน้น วิชาชีพให้มากขึ้น ให้เด็กได้ลองปฎิบัติดูในสาขาต่างๆ โดยเฉพาะมัธยมปลาย เพื่อเขาจะได้รู้ตัวตนของตนเองว่าชอบด้านไหนมากสุด เพราะหากเรียนแต่ในตำราอาจจะไม่รู้ว่าตนเองชอบอะไร
การบังคับให้เด็กเรียนมากเกินไป เกินวัย สร้างแรงกดดันทั้งสิ้น อย่าให้เด็กๆหลายชีวิต ที่ต้องถูกสังเวย   ถูกกระทำ ให้สติปัญญาลดลง  (จากการวิจัยหลายสำนัก ที่วัดไอคิวเด็กไทย ยิ่งเรียนสูงขึ้นยิ่งไอคิวลดลง  เนื่องจากเรากระตุ้นสมองเฉพาะส่วนความจำ แต่ไม่ได้ฝึกให้เด็กหัดคิด ) ไปกับความไม่รู้ของผู้ปกครอง ครู และระบบการศึกษาไทย อีกเลย   เด็กๆที่ได้อ่านบทความนี้แล้ว คงไม่ทำตามเรื่องทำร้ายตนเอง     เมื่อมีอะไรต้องเปิดอกคุยกับพ่อแม่เพราะ พ่อแม่รักเรามากที่สุด แต่บางครั้งการกระทำของท่านอาจจะไม่รู้ตัว เราต้องพูดและชี้แจงว่าเราเครียด เราไม่ไหว เราทำดีที่สุดแล้ว และประการสำคัญต้องให้คุณพ่อคุณแม่หันกลับมามองว่าตนเองได้ เลี้ยงลูกด้วย ความรัก ความรู้ที่ถูกต้อง หรือไม่ เช่นการจบปริญญาตรีอย่างเดียว อาจจะไม่ใช่การประสบ ความสำเร็จในชีวิต เพราะเราอาจจะคิดพลิกแพลงไม่เป็น แก้ปัญหาไม่ได้เพราะไม่ได้ฝึกทักษะชีวิตที่พบในชีวิตประจำของคนทั่วไป และการผลักดัน หรือกดดันเด็กมากๆ อาจจะเป็นเหตุให้ทำร้ายตัวเอง  ( แต่หนูๆอย่าทำนะคะ)
 ด้วยความปรารถนาดี พันโทกมลพรรณ ชีวพันธุศรี   0863671004  แฟกซ์ 027637722  thai9lee@gmail.com  ประธานเครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษา www.parent-youth.net

วันที่โพสต์ 01/11/2012