เว็ปเพื่อนบ้าน

ปฏิรูปพลังงาน


หนังสือร้องเรียนต่อองค์การสหประชาชาติ(UN)


เครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ   พรรคพลังงานไทย    สภาปฏิรูปพลังงานแห่งชาติ      สภาธรรมาภิบาล     เครือข่ายประชาชนเจ้าของพลังงานไทย   ภาคีเครือข่ายประชาชนต่อต้านทุจริตคอรัปชั่นของชาติ (ภาคประชาชน)

เลขที่ 51  หมู่ 17 ถนนบางนาตราดกม. 10   อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ  10540  

โทร 0863671004   0890164450  

 

หนังสือร้องเรียนต่อองค์การสหประชาชาติ (ยู.เอ็น.)

วันที   4  กันยายน    พุทธศักราช  2556

 

ข้าพเจ้า  ผศ.วิวัฒน์ชัย กุลมาตย์  หัวหน้าพรรคพลังงานไทย   พท.รัฐเขต แจ้งจำรัส  พท.พญ. กมลพรรณ   ชีวพันธ์ศรี   และเครือข่ายประชาชนท้ายหนังสือนี้       ในฐานะประชาชนคนไทย   และประชากรโลก         ได้ติดตามการแก้ไขปัญหาคอรัปชั่นของรัฐบาล  และหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง  ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย การต่อต้านการคอรัปชั่น (United Nations Convention against Corruption) .. 2003 ( พศ.2546)   ซึ่งเป็นผลมาจากความพยายามของประเทศสมาชิกสหประชาชาติที่จะร่วมกันแก้ปัญหาการทุจริต อย่างจริงจังและเป็นระบบ  โดยถือว่าการคอรัปชั่นถือเป็นปัญหาสำคัญที่ทุกประเทศให้ความสำคัญซึ่งองค์การสหประชาชาติ  เห็นว่า ปัญหาดังกล่าว กระทบต่อความบริสุทธิ์ โปร่งใสในการบริหารงานภาครัฐ  กระทบต่อการปกครองระบบประชาธิปไตยและเศรษฐกิจของโลก   และความเหลื่อล้ำของคนในชาติ    ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศที่ให้สัตยาบัน (ratify)  เมื่อวันที่1 มีนาคม 2554  มีผลบังคับใช้กับประเทศไทยเมื่อ 31 มีนาคม 2554  เป็นประเทศอันดับที่    149   ในจำนวน จำนวน   150    ประเทศ

อนุสัญญาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างเสริมมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน และต่อต้าน การคอร์รัปชั่น  สนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศ    เพื่อป้องกันและต่อสู้กับการคอร์รัปชั่น   ส่งเสริมความซื่อสัตย์ (integrity) ความรับผิดชอบ (accountability) การบริหารกิจการ สาธารณะ (public affairs) และสาธารณสมบัติของชาติ (public property) อย่างเหมาะสม

   อนุสัญญาว่าสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านคอรัปชั่นฯ  จึง ได้กำหนดมาตรการป้องกันการคอร์รัปชั่น ภายใต้หลักนิติธรรม (the rule of law)    หลักการบริหารกิจการสาธารณะ และสาธารณสมบัติ ของชาติอย่างเหมาะสม (proper management of public affairs and public property)    หลักความซื่อสัตย์ (integrity) หลักความโปร่งใส (transparency) และหลักความรับผิดชอบ (accountability) โดยให้ภาคีต้อง กำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อส่งเสริม          การต่อต้านการทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการปรับปรุงกฎหมายหรือมาตรการทางบริหาร ให้เหมาะสมและเพียงพอแก่การต่อต้านการทุจริต

  นอกจากนี้ อนุสัญญาฯ ยังมีบทบัญญัติที่กำหนดให้ภาคีต้องกำหนดให้มีกฎหมาย  หรือมาตรการที่ส่งเสริมให้ สังคมมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ  และป้องกันการคอร์รัปชั่นของหน่วยงานรัฐ เพื่อคุ้มครองทรัพย์สินของชาติ (national security)

จากบทบัญญัติดังกล่าว และจากการติดตามการบริหารราชการแผ่นดินของ รัฐบาล โดยเฉพาะในด้านพลังงาน  ทรัพยากรของแผ่นดิน พบว่ารัฐบาลไทยยังมิได้ปฏิบัติตามอนุสนธิสัญญาดังกล่าว   หลายประเด็น โดยเฉพาะการคอรัปชั่นเชิงนโยบายดังต่อไปนี้
           1 ประเด็นความโปร่งใส และ การมีส่วนร่วม   ความซื่อสัตย์      

 จากการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  พบว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ได้ดำเนินการต่อในนโยบายที่หมกเม็ดประชาชนด้านปริมาณปิโตรเลี่ยม โดยปล่อยให้ข้าราชการกระทรวงพลังงาน หรือรัฐมนตรีใช้เงินกองทุนน้ำมันที่เก็บจากประชาชน เสนอข้อมูลที่ไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ หรือพยายาม      ปิดปัง  บิดเบือน ประชาชน เช่น

1.1                                                 ปริมาณปิโตรเลี่ยมสำรอง แจ้งว่าเหลือเพียง 8 ปี แต่ข้อเท็จจริงคือเป็นปริมาณที่ บริษัทรับสัมปทาน มีสัญญา ส่งปิโตรเลี่ยมเหลืออีก 8 ปี  และมักแจ้งประชาชนว่าน้ำมัน และก๊าซ LPG ในประเทศ ไม่พอใช้  ต้องนำเข้าจากต่าง ประเทศ เช่นต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ 85 %  มูลค่าหนึ่งล้านล้านบาท  แต่ไม่แจ้งสู่สาธารณะว่า   แท้จริง แล้วนำเข้ามาเพื่อป้อนโรงกลั่นน้ำมัน และทำการผลิต เพื่อส่งออกเป็นน้ำมันสำเร็จรูป และผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติก และผลผลิตอื่นๆ รวมมูลค่ากว่า เก้าแสน ล้านบาท   ซึ่งเป็นรายได้ของเอกชน แต่เวลานำเข้ากลับ เอาเงินกองทุนน้ำมัน ประชาชนไปชดเชย

 และก๊าซหุงต้ม LPG ที่จริงแล้วปริมาณก๊าซธรรมชาติมากเพียงพอ ที่จะผลิตเป้นก๊าซ LPG แต่ด้วยวิธีบริหาร จัดการที่ขาดประสิทธิภาพ หรือต้องการหมกเม็ดไม่สร้างโรงแยกก๊าซให้เพียงพอ   เพื่อให้ก๊าซLPG ในประเทศ       ขาดแคลน  เพื่อสามารถอ้างอิงราคาตลาดโลกได้

1.2                              ปริมาณซื้อขายน้ำมันดิบ จากต่างประเทศ  ไม่เคยแสดงสัญญาซื้อขายจากประเทศใด และในราคา เท่าใดสู่สาธารณะ    ซึ่งอาจจะเป็นน้ำมันดิบจากอ่าวไทยก็ได้ เพราะไม่สามารถตรวจสอบ ปริมาณได้โดยประชาชน

1.3                              ปริมาณการขุดเจาะของบริษัทสัมปทานต่างๆ เจ้าหน้าที่รัฐภายใต้การบริหารของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ มักออกมาให้ข่าวเสมอในเรื่องที่ว่าเมืองไทยขาดแคลนปิโตรเลี่ยม  และมีปริมาณน้อย ทั้งก๊าซ และน้ำมัน แต่กลับพบว่า  รายงานของ EIA พบว่าไทยสามารถผลิตน้ำมันเป็นอันดับ 33ของโลก ผลิตก๊าซ ได้อันดับ24 ของโลก และจากราย งานตลาดหลักทรัพย์ พบว่า บริษัทเชฟรอน ขุดก๊าซจากประเทศไทย ได้เป็น อันดับสองรองจากอเมริกา ส่วน HESS  แจ้งว่าขุดก๊าซจากไทยได้มากกว่าครึ่งจากที่ลงทุนทั่วโลก

                 ดังนั้นบริษัทที่มารับสัมปทานจากประเทศไทย ได้รายงาน ปริมาณ ตัวเลขตรงกับความจริง หรือไม่ และเจ้าหน้าที่รัฐไทย ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างโปร่งใสหรือไม่เพียงใด ซึ่ง ประเทศไทยมีกฎหมาย พระราชบัญญัติ ปิโตรเลี่ยมที่ห้ามประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าร่วมตรวจสอบปริมาณ น้ำมันดิบหรือ ก๊าซที่ขุดได้จากแหล่งสัมปทานทุกแหล่ง   ถือเป็นกฎหมายที่ขัดหลักความโปร่งใส ของอนุสนธิ สัญญาสหประชาชาติ ดังกล่าว

1.4                              เจ้าหน้าที่รัฐมักออกมาให้ข่าว ว่าก๊าซหุงต้ม LPG ไม่พอใช้  และต้องนำเงินกองทุนน้ำมันไปชดเชย และสร้างความร่ำรวยให้เอกชน    แต่ความเป็นจริงแล้ว รัฐบาลปล่อยให้ธุรกิจปิโตรเคมีของเอกชน (เช่นบริษัท PTTGC ) มาแย่งใช้ก๊าซ LPG กับประชาชน และสามารถซื้อได้ถูกกว่า และส่งเงินกองทุนน้ำมันน้อยกว่า อุตสาหกรรม เอกชน อื่นๆ ถึง12 เท่า    ทำให้บริษัท PTTGC  มีกำไรเพิ่มขึ้นจาก 2,110 ล้านบาท เป็น 34,000 ล้านบาท กำไรเพิ่มถึง 1,500%  ภายในหนึ่งปี   เป็นการขัดหลักความโปร่งใสอย่างสิ้นเชิง   ที่รัฐบาลไทยยังไม่ได้แก้ไข

2    การจัดสรรทรัพยากรของชาติ   ได้จัดสรรให้ประชาชนอย่างเอารัดเอาเปรียบ และไม่เป็นธรรมอย่างมากที่สุดคือ

2.1  น้ำมันดิบขุดได้ในประเทศ มากกว่าครึ่ง (ไม่นับที่ไม่สามารถตรวจสอบได้แต่กลับ ใช้มติ คณะรัฐมนตรี ตั้งแต่ปี พศ. 2534  ให้ใช้ราคาตลาดโลก แล้วนำมาบวกเงินกองทุนน้ำมัน  ภาษีต่างๆ  ค่าการกลั่น ทำให้ราคาน้ำมัน ไทยแพง กว่าอเมริกา  ซึ่งเงินกองทุนน้ำมันนี้   กลับเอาไปให้แก่  บริษัทปตท. จำกัด ที่ผูกขาดการซื้อขายก๊าซ และน้ำมัน และโรงกลั่นต่างๆ   สร้างความร่ำรวยให้แก่บริษัท ปตท อย่างมาก แต่ด้วยนโยบายหมกเม็ดขูดรีดประชาชน  โดยอาศัย มติครม. อ้างอิงราคาตลาดโลก  และใช้เงินลงทุนโฆษณาตามสื่อต่างๆ ปกปิดข้อมูลแก่ประชาชน

2.2 ก๊าซหุงต้มLPG ผลิตได้ในประเทศ 80%  (เท่าที่รายงานของกระทรวงพลังงาน ) ไม่นับที่ ไม่พยายามผลิต ให้เพียงพอ จนต้องนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิง  ที่ได้มูลค่าต่ำ  เพื่อให้สามารถใช้อ้างอิงให้ ประชาชนซื้อ ในราคาตลาด โลกที่แพงกว่าไทย สามเท่าได้ โดยใช้มติคณะรัฐมนตรี   ทั้งๆที่ หากสร้างโรง แยกก๊าซให้พอก็ไม่ต้องนำเข้า

2.3 ก๊าซ NGV ในอเมริกา ราคา3บาทต่อกิโลกรัม แต่รัฐบาลกลับ ใช้มติคณะรัฐมนตรี ให้อ้างอิงราคาต้นทุนไทย ที่แพงกว่าอเมริกา 3-5 เท่า   เป็นที่น่าสังเกตว่า เวลาสินค้าปิโตรเลี่ยมใน ตลาดโลก ราคาแพงกว่าไทย กลับใช้มติ คณะรัฐมนตรี อ้างอิงราคาตลาดโลก แต่เวลาราคาสินค้า ในตลาดโลก ต่ำมากๆกลับมีมติให้ใช้ต้นทุนไทย ที่สร้างให้สูงขึ้น ประชาชนจึงต้องแบกรับภาระทั้งขึ้นทั้งล่อง

2.4 การจัดสรรทรัพยากรแผ่นดิน ด้านพลังงานกลับใช้หลักส่วนแบ่งจากค่าสัมปทาน ที่ต่ำกว่า ประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกัน  คืออยู่ที่ 5-15%   โดยไม่ยอมแก้ไข  (แม้นจะแจ้งว่าได้ รายได้จาก ภาษีอีก 50% แต่ แท้ที่จริงแล้ว รายได้ของบริษัทสัมปทาน  ไม่สามารถเข้าไป ตรวจสอบ ความถูกต้องได้  )

ทั้งสี่ข้อนี้จึงขัดหลักการบริหารกิจการสาธารณะ และสาธารณสมบัติ ของชาติอย่างเหมาะสม (proper management of public affairs and public property)   

3. การขาดหลักนิติธรรม (the rule of law)     การปรับปรุงกฎหมาย หรือมาตรการทาง บริหาร ไม่เหมาะสมและเพียงพอ แก่การต่อต้านการทุจริต  ประเทศไทย ทั้งยังสนับสนุนให้ใช้กฎหมาย ที่เอื้อต่อ ผลประโยชน์ ทับซ้อนของเจ้าหน้าที่รัฐ ดังต่อไปนี้

         3.1 ​ ปล่อยให้เจ้าหน้าที่รัฐไปเป็นกรรมการเอกชน  ตามพระราชบัญญัติ คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ 5) .. 2550 มาตรา(9) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งใดในนิติบุคคลที่ รัฐวิสาหกิจ นั้นเป็นผู้ถือหุ้น  เว้นแต่คณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจ นั้น มอบหมายให้ดำรงตำแหน่งกรรมการหรือ ดำรงตำแหน่งอื่นในนิติบุคคลที่รัฐวิสาหกิจนั้นเป็นผู้ถือหุ้น

         และ    พระราชบัญญัติ คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ 6) .. 2550 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (10) ของมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการ และพนักงาน รัฐวิสาหกิจ พ.. 2518   “มาตรา(10) ไม่เป็นกรรมการ หรือผู้บริหาร หรือผู้มีอำนาจในการจัดการ หรือมีส่วนได้เสีย ในนิติบุคคลซึ่งเป็นผู้รับสัมปทาน ผู้ร่วมทุน หรือมีประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องกับกิจการของรัฐวิสาหกิจนั้น เว้นแต่เป็นประธานกรรมการ กรรมการ หรือผู้บริหาร โดยการมอบหมายของรัฐวิสาหกิจนั้น

           3.2   พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.. 2542 มาตรา 102 บทบัญญัติมาตรา 100  มิให้นำมาใช้บังคับกับการดำเนินกิจการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งหน่วยงานของรัฐที่มี อำนาจ กำกับ ดูแล ควบคุม หรือตรวจสอบการดำเนินงานของบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัดมอบหมายให้ปฏิบัติ หน้าที่ในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่หน่วยงานของรัฐถือหุ้นหรือเข้าร่วมทุน

         ซึ่งปัจจุบัน เจ้าหน้าที่รัฐได้อาศัยช่องโหว่ของข้อกฎหมายเหล่านี้ไปแสวงหาประโยชน์ให้ตนเองในรูปของโบนัส  เนื่องจากเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐ ไปเป็นกรรมการในบริษัทเอกชนที่มีหน่วยงานของรัฐถือหุ้น  จะพยายามทำกำไรสูงสุด เพื่อให้ตนเองได้รับโบนัสตามผลประกอบการของกำไร  ไม่ว่าอัยการสูงสุด  ผู้บัญชาการตำรวจ  ผู้ตรวจสำนักงานกฤษฎีกา  สำนักงบประมาณ​ ฯลฯ   (รายละเอียดตามเอกสารแนบท้าย เช่น  

       3.2.1  นายสุเทพ  เหลี่ยมศิริเจริญ  ปลัดกระทรวงพลังงาน อดีต เป็นผู้อำนวยการสำนักนโยบาย และแผนพลังงาน ซึ่งมีหน้าที่เก็บรวบรวมสถิติ และนำเสนอแนวนโยบายด้านพลังงาน  ไปเป็นกรรมการในบริษัทเอกชนปิโตรเคมี  PTTGC ที่สร้างนโยบายเอื้อต่อปิโตรเคมี โดยให้จ่ายเงินกองทุนน้ำมันถูกกว่าอุตสาหกรรมอื่นถึง12 เท่า สร้างกำไร ให้บริษัทเพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมาถึง 1500%   และตนเองได้โบนัส ตามกำไรของบริษัท กลับได้ดีมีตำแหน่งสูงขึ้น              (ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ) เป็นปลัดกระทรวง พลังงานผู้กำหนดแนวนโยบายพลังงานให้แก่รัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี

       3.2.2   นายณอคุณ สิทธิพงษ์  เป็นปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานกรรมการในบริษัท PTTEP  เป็นบริษัทลูกปตท ที่รับสัมปทาน แหล่งพลังงาน   และเป็นประธานโรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ที่ได้รับเงิน ชดเชย จากกองทุนน้ำมันที่มีปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน  เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างชัดเจนที่ถูกกฎหมาย เพราะได้มีการร่างกฎหมายเอื้อประโยชน์ไว้แล้ว

         3.2.3 นายครุจิต นาครทรรพ   เป็นรองปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นรองกรรมการบอร์ด คณะกรรมการการไฟฟ้า ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟฝ ) ไปเป็นประธานคณะกรรมการบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง  ที่กฟฝ.ถือหุ้น49 %  แต่ขายไฟฟ้าแพงให้กฟฝ. เพื่อตนเองได้โบนัส จากกำไรของบริษัท แต่ประชาชนทั้งประเทศต้องแบกรับค่าไฟฟ้าแพง  หรือนายพรชัย รุจิประภา ประธานกรรมการบอร์ดกฟฝ ไปเป็นประธานคณะกรรมการของบริษัทผลิตกระแสไฟฟ้า EGCO ขายไฟฟ้าแพงให้ กฟฝ ซึ่งจะส่งภาระแก่ประชาชนทั้งประเทศ แต่บริษัทEGCO  กลับทำกำไรเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว และประธานได้ ผลประโยชน์ตามกำไรของบริษัทในรูปโบนัส

        3.3   พระราชบัญญัติปิโตรเลี่ยม   ที่กำหนดการให้สัมปทาน การต่ออายุสัมปทานการลดค่าสัมปทาน  มีปัญหาความชอบด้วยกฎหมายในกรณี    สิทธิในการมีสวนรวมในกระบวนการ พิจารณาของเจาหนาที่ของรัฐ และสิทธิชุมชนในการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ         ซึ่งการให้สัมปทาน การขยายอายุสัมปทาน  การลดค่าภาคหลวง   ฯลฯ ล้วนตัดขาดจากการมีส่วนร่วมของประชาชน ความโปร่งใสใน การตรวจสอบ ปริมาณปิโตรเลี่ยม

        3.4   ประเด็นการไม่ถือปฏิบัติตามหลักกฎหมายสากล ที่รัฐธรรมนูญต้องเป็นกฎหมายสูงสุด  

       3.4 .1

วันที่โพสต์ 05/09/2013