เว็ปเพื่อนบ้าน

ปฏิรูปพลังงาน


คำฟ้องศาลปกครอง เรื่องราคาพลังงาน


คำฟ้อง                                                                                              คดีหมายเลขดำที่             / 2556

                                                                 ศาลปกครองกลาง                    

                                           วันที่  15   เดือน มกราคม   พุทธศักราช 2556

  ก  ชื่อและที่อยู่ของผู้ฟ้องคดี.

1.               นาย เรืองศักดิ์ เจริญผล   

2.               พท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี        

3                รายชื่อผู้ฟ้องคดีอื่นๆตามเอกสารแนบท้าย  9

ข.ผู้ถูกฟ้องคดี   

               ผู้ฟ้องคดี   ในฐานะ ผู้เสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ   และประชาชนปฏิบัติ หน้าที่ปกป้อง ผลประโยชน์ชาติ     มีความประสงค์ขอฟ้อง  รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน  นายพงษ์ศักดิ์​  รักตพงศ์ไพศาล       ที่หนึ่ง   ที่อยู่ กระทรวงพลังงาน  อาคาร B ชั้น 24 ศูนย์ Energy Complex     เลขที่  555/2 ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร  กรุงเทพ 10900   โทรศัพท์: 0-2140-6000


ค.การมีสิทธิ์ฟ้อง

            ค.1   ผู้ฟ้องคดี เป็นประชาชนคนไทย ถือบัตรประชาชน ไทย   มีสิทธิและ หน้าที่ปกป้องรักษา ผลประ โยชน์ของชาติ และปฏิบัติตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พศ 2550  ย่อมได้รับความคุ้มครอง ตามมาตรา 3, 5, และมาตรา 6      รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้         และมีสิทธิเป็นผู้เสียหาย  ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรคสอง   และผู้ฟ้องคดีทั้งหมด  ฟ้องแทนประชาชน ทั้งประเทศ  เพื่อประโยชน์ สาธารณะ   ดังนั้นประชาชนทุกคน จึงเป็น ผู้เสียหายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 60 มาตรา 71 นี้      

ค.2    ผู้ฟ้องคดี เป็นผู้เสียหาย และได้รับผลกระทบจากการประกาศขึ้นค่าก๊าซแอลพีจี     ดังนี้

ค.2.1  ผู้ฟ้องคดี ต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้น (เอกสารแนบที่  1  )  ในราคาน้ำมัน ที่ต้องไปสมทบใน กองทุนน้ำมัน ที่นำเอาไปชดเชยการนำเข้าก๊าซLPG ตามการอ้างอิงของผู้ถูกฟ้องคดี และจักต้องมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นใน ราคาก๊าซ หุงต้ม(แอลพีจี)ภาคครัวเรือน  

ค.2.2 ผู้ฟ้องคดีจักต้องมีภาระจ่ายค่าสินค้าอุปโภคบริโภคแพงขึ้นเนื่องจาก ค่าขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น จากต้นทุนก๊าซ เพิ่มทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าเพิ่ม   ผู้ประกอบการต้องผลักภาระต้นทุนเหล่านี้ ให้แก่ผู้บริโภค  สร้างความเดือดร้อน แก่ประชาชนทั้งแผ่นดิน รวมทั้งโจทก์ เป็นลูกโซ่

  ค.2.3   โจทก์ที่2  เป็นผู้ถือหุ้นและ ร่วมเป็นเจ้าของ บริษัท ปตท.จำกั (มหาชน)  มีความเสียหายเนื่องจากมติ   และคำสั่ง ของ ผู้ถูกฟ้องคดี  จักทำให้ บริษัทปตท.จำกัด(มหาชน)  หน่วยงานภายใต้ การกำกับดูแลของ ดำเนิน การกิจการที่ ผิดกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ขัดหลักธรรมาภิบาล และ หลักนิติธรรม   ฉ้อโกง   เอาเปรียบ ประชาชน  

           ดังนั้นโจทก์ที่ 1กับพวก   จึงเป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดี และเป็น ผู้เสียหายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 60              และ มาตรา 71     และเป็นผู้เสียหายโดยตรง ตามพระราชบัญญัติ ศาลปกครอง มาตรา 42   

 

            ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1   เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  ตามพระราชบัญญัติกระทรวงพลังงาน   และ  เป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดของ  คณะกรรมการบริหาร นโยบายพลังงาน (กบง.)   ถูกแต่งตั้งโดยคําสั่ง คณะกรรมการ นโยบายพลังงานแห่งชาติ         และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ    มีอํานาจหน้าที่ในการ กําหนดราคาและอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามกรอบและแนวทางที่คณะกรรมการนโยบายพลังงาน แห่งชาติ มอบหมาย 

ง. ข้อเท็จจริง หรือพฤติการณ์ เกี่ยวกับการกระทําที่เป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายมีดังนี้

                ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1  เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน              เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ของรัฐ       ระหว่างวันที่  28 ตุลาคม 2555 จนถึงปัจจุบัน    มีอำนาจหน้าที่ ต้องปฏิบัติหน้าที่ ให้เป็นไป ตามหลักนิติธรรม  ตามรัฐธรรมนูญ  2550 มาตรา  3 วรรค 2 ที่บัญญัติไว้ว่า

                     "การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและ หน่วยงาน ของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม" และมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ 2550          มาตรา 6 ที่บัญญัติว่า      "รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้ง ต่อรัฐ ธรรมนูญนี้     บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้"                                                                                                 

                     และมีอำนาจหน้าที่ให้เป็นไป   ตามรัฐธรรมนูญมาตรา มาตรา 57  , มาตรา 58, มาตรา 66 ​​มาตรา 67     มาตรา 74,มาตรา 78  (4) (5)   มาตรา 84(2) (6)  มาตรา 85(4)  มาตรา  87(2 )     มาตรา 178 มาตรา 276  และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พุทธศักราช 2546 มาตรา 8 (2,3)                                                  

                    ประมาณ ระหว่าง วันที่  28 ตุลาคม 2555     ถึงปัจจุบัน        ในขณะที่ผู้ถูกฟ้องคดี  เป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานและ เป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดและเป็น ประธานในคณะ กรรมการบริหารนโยบายพลังงาน.   เป็นหนึ่งในคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ  ในฐานะตัวการ  ผู้ใช้     ผู้สนับสนุน    มีอำนาจหน้าที่บริหารราช การแผ่นดิน ให้เป็นไปตามหลัก นิติธรรม คือให้ถูกต้อง  เป็นธรรม  และ เป็นไป ตามรัฐธรรมนูญ 2550   มาตรา 3 วรรคสอง

                   แต่ผู้ถูกฟ้องคดี  บังอาจกระทำความผิดอาญาปฏิบัติ ราชการแผ่นดิน โดยกระทำหรือละเว้นการกระทำ ในการปฏิบัติหน้าที่  ในการบริหาราชการแผ่นดินโดยมิชอบไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา3  วรรค2​ ในการกำหนดราคาก๊าซหุงต้ม  แอลพีจี  (LPG) ดังจะกล่าวต่อไปนี้               

                 

ข้อ ง.1      โดยเมื่อวันที่ 8ธันวาคม 2555   ผู้ถูกฟ้องคดี   ประกาศจะขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (LPG)ภาคครัวเรือน   ผ่านสื่อมวลชนโดยมีการเตรียมการเพื่อประกาศใช้ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2556 (ข่าวล่าสุดอาจจะเลื่อนไป เดือน มีนาคม  2556)     ในราคาสูงสุดไม่เกิน  24.82  บาทต่อกิโลกรัม     จาก ราคา 18.13   ต่อกิโลกรัม สำหรับภาค ขนส่งจะทยอยปรับขึ้นราคาสูงสุด  ในปี2556 ที่ 24.82  บาทต่อกิโลกรัมเช่นกันจากปัจจุบันจำหน่ายอยู่ 21.38  บาท ต่อ กิโลกรัม  ดังนั้นในปี 2556 ราคาแอลพีจีภาคครัวเรือนและขนส่งจะกลาย เป็นราคาเดียวกันที่ 24.82   บาท ต่อกิโลกรัม 

             การประกาศดังกล่าวไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม  กระทำโดย ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ถูกต้องตาม รูปแบบขั้นตอน   ในการบริหารราชการแผ่นดิน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 78(4) ที่หน่วยงานรัฐต้อง ใช้หลักการ บริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีเป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน มาตรา 78(5) จัดระบบงานราชการ และงานของรัฐ ให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยคำนึงถึงการ มีส่วร่วมของประชาชน   และตาม มาตรา 84   รัฐต้องดําเนินการตามแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจ โดยต้อง(2) สนับสนุนให้มีการใช้หลักคุณธรรม จริยธรรม และหลักธรรมาภิบาล ควบคู่กับการ ประกอบกิจการ และการประกาศคำสั่งดังกล่าว มีผลกระทบต่อส่วน ได้เสีย สําคัญของประชาชน รัฐต้องจัดให้มีกระบวนการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อน ดำเนินการ ตามมาตรา57   และประชาชนย่อมมีสิทธิมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ของรัฐคือโจทก์ ในการปฏิบัติราชการทางปกครองคือคำสั่งให้ขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม อันมีผลหรืออาจมีผลกระทบ ต่อสิทธิ และเสรีภาพของตน. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา58

   ในข้อเท็จจริง ของการประกาศ ขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) หรือLPG หรือก๊าซปิโตรเลี่ยมเหลว ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม และหลักการบริหารบ้านเมืองที่ดี ดังต่อไปนี้

 ข้อ ง.1.1   การประกาศดังกล่าว เป็นการปฏิบัติราชการทางปกครองที่ ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต วิถีชีวิตของประชาชน ตามรัฐะรรมนูญ

  ขาดการวิเคราะห์ ข้อดีข้อเสีย ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี    

ข้อ ง.1.2    รัฐบาลยังเอาผลผลิตจาก ทรัพยากรพลังงาน ก๊าซธรรมชาติคือก๊าซหุงต้มที่ผลิตได้เองในประเทศถึง 4ใน5 ส่วนของการใช้ทั้งหมด   ให้ประชาชนใช้ประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรม โดยให้ คิดราคาต่างประเทศทั้งหมด ให้คนไทยใช้ของแพง แต่ธุรกิจปิโตรเคมีเอกชนกลับได้ใช้ราคาถูกกว่ามาก

                                    

ข้อ ง.2 การบิดเบือนข้อมูลในข้อเท็จจริงของก๊าซหุงต้ม ( แอลพีจี )  ความจริงของก๊าซแอลพีจี  มีดังนี้

 ง.2 .1  จากรายงานปตท. แบบ56-1  หน้า 55  มีต้นทุนก๊าซธรรมชาติจากปากหลุมที่รายงานต่อสาธารณะ อยู่ที่7.69 บาท ต่อกิโลกรัม ( ตามเอกสารแนบ หมายเลข  2)

ง.2 .1 .2 รัฐบาลไทยขายก๊าซธรรมชาติให้มาเลเซีย ในราคา 2.6 บาทต่อกิโลกรัม  (2.3 $ต่อล้านบีทียู) (ตามเอกสารแนบ หมายเลข   3)

 ง.2 .1 .3ในความเป็นจริง การนำเข้าก๊าซหุงต้มจากต่างประเทศ มีการใช้ทั้งในภาคประชาชน กับ ภาคธุรกิจปิโตรเคมี ซึ่งใช้เพิ่มในอัตราที่สูงมาก มากกว่าภาคประชาชน       (ตามเอกสารแนบ หมายเลข   4)

และสัดส่วนมากกว่าหนึ่งในสาม ถูกใช้โดยภาคปิโตรเคมี   แต่ นายพงษ์ศักดิ์​รักตพงศ์ไพศาล  ไม่แจ้งข้อเท็จจริง ให้ประชาชนทราบทั้งหมด    และธุรกิจปิโตรเคมี ยัง จ่ายเงินสมทบกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพียง 1 บาทต่อกิโลกรัม  แต่อุตสาหกรรมอื่นต้องจ่าย 12.2549 บาท ต่อกิโลกรัม(ตามเอกสารแนบ หมายเลข   5)     ทั้งยังสามารถซื้อ ได้ในราคาที่ถูกกว่า ภาคประชาชนซื้อ   (ตามเอกสารแนบ หมายเลข   6) ถึง 40%          

ง.2 .4   ประการสำคัญที่สุดคือ.  ส่วนต่างในราคานำเข้ากับราคาต้นทุนไทย. รัฐได้นำเงินกองทุนน้ำมัน ที่ประชาชนทั้งประเทศต้อง แบกรับต้นทุน ของธุรกิจ ต่างๆ     ในรูปเงินกองทุน น้ำมัน ที่ประชาชน ทั้งประเทศต้องจ่ายในรูป ของราคาน้ำมัน ลิตรละ 1-8  บาททำให้ราคา น้ำมันแพงขึ้น  และในรูป ของก๊าซ หุงต้มแอลพีจี  (LPG) สำหรับภาคขนส่ง กิโลกรัมละ 4  บาท และภาค อุตสาหกรรมอื่นๆที่ไม่ใช่ปิโตรเคมี กิโลกรัมละ 12.2549  บาท    เพื่อไปชดเชย  หรืออุ้มต้นทุนโรงกลั่นต่างๆ.  หรือไปชดเชยราคาการนำเข้าก๊าซแอลพีจี      เอกสารแนบ.    ที่ส่วนใหญ่ นำไปใช้ในภาคธุรกิจ ปิโตรเคมีเอกชน  ยังผลให้บริษัทปิโตรเคมี กำไรเพิ่ม ขึ้นหลายเท่าตัว เช่น บริษัท บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน)  (PTTGC) ที่มีบริษัทปตท.จำกัด มหาชนถือหุ้นอยู่49%. มีกำไรสุทธิในปี 2554    ทั้งปี  จำนวน  2,113 .44 ล้านบาท   ในปีพุทธศักราช 2555 (มกราคม-กันยายน  ) กำไรสุทธิ  จำนวน  23,613.45 ​ ล้านบาท  ภายในเก้าเดือนแรก  กำไรเพิ่มขึ้นกว่า 1000 %  (ที่มา http://www.set.or.th/set/companyhighlight.do?symbol=PTTGC&language=th&country=TH)  ตามเอกสารแนบ 7      และยังนำไปชดเชยโรงกลั่นต่างๆ มีส่วนทำให้เพิ่มกำไรให้โรงกลั่นต่างๆ  เช่นเช่นไทยออยล์กำไรเพิ่ม 67%.  บางจากกำไรเพิ่ม93%. (เอกสารแนบ8  )     หรือเพิ่มกำไรให้บริษัทนำเข้า  แต่เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ รวมทั้งราคาสินค้าอุปโภค บริโภค ต่างๆ   ค่าน้ำมัน  ค่าไฟฟ้า ค่าเดินทาง   ที่แพงขึ้นตามมา  โจทก์ และประชาชน ทั้งประเทศจึงได้รับความเดือดร้อน เสียหาย     สร้างความ เดือดร้อนเสียหายแก่ ประชาชน ทั้งแผ่นดิน เป็นลูกโซ่  เป็นการปฏิบัติหน้าที่บริหาร ราชการ แผ่นดิน ที่ไม่กระจาย รายได้อย่างเป็น ธรรม  ไม่ให้ประชาชน ได้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่าง สมดุลย์และเป็นธรรม     ขัดต่อกฎหมาย รัฐธรรม นูญ  มาตรา66   มาตา  67   มาตรา 85(4)    มาตรา 84(6)     

 

                    ดังนั้นการนำเข้าก๊าซหุงต้ม( LPG )  ที่นำเข้า มานั้นเพื่อชดเชยการใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี     ที่ใช้เพิ่มใน สัดส่วนที่มากกว่าครัวเรือน และภาคขนส่ง        แต่เวลาสื่อสู่สาธารณะ กลับให้ข้อมูล ที่ทำให้ ประชาชนเข้าใจ ผิดว่า ครัวเรือน มากเกินจำนวนที่ผลิตได้ ในประเทศจนต้องนำเข้าจากต่างประเทศที่ ราคา สูงกว่าในประเทศ เพื่อต้องการขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม  โดยปราศจากเสียงคัดค้านจากประชาชน      เป็น การปกปิด ความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง  เพื่อประสงค์ต่อทรัพย์สินของประชาชน                                                                                                   

ง.2 .5  การประกาศคำสั่งที่ไม่ชอบธรรม สร้างรายได้ให้เอกชน  ทั้งเอกชนที่ถือหุ้นปตท และโดยเฉพาะธุรกิจก๊าซ.   ธุรกิจปิโตรเคมีดังในตาราง

วิเคราะห์ ผลการดำเนินงาน แยกตามกลุ่มธุรกิจ อ้างอิงจาก รายงาน 56-1  ประจำปี 2554   หน้า 302   กำไรของปตท  และที่มาของรายได้  ปตท.

จากข้อมูลในตารางจะเห็นได้ว่ากำไรปตท   

1. เพิ่มขึ้นทุกปี กว่าแสนล้านบาท   ปี 2554      กำไรก่อนหักภาษี  155,430ล้านบาท   เพิ่มขึ้น 25.4%  

2. สัดส่วนมาจากก๊าซ และการสำรวจกว่า80%  ซึ่งเป็นบริษัทลูกในเครือปตท    ซึ่งสามารถกำหนดทิศทางและราคา  และการบริหารได้ทุกอย่าง  จึงสามารถกำหนดราคาต่างๆได้

3  กำไรจากธุรกิจปิโตรเคมี ที่ปตท มีหุ้นส่วน49% จาก 12,890  ล้านในปี 2553 เป็น 16,952 ล้านบาท ในปี 2554

 

ปี

 กำไรก่อน หักดอกเบี้ยและภาษี

(ล้านบาท)

กำไรก่อนหัก ภาษีและดอกเบี้ย

หน่วยธุรกิจก๊าซ ธรรมชาติ           (ล้านบาท)

กำไรจากธุรกิจ สำรวจและผลิต   (ปตท สผ)

(ล้านบาท)

กำไร จากธุรกิจน้ำมัน

(ล้านบาท)

กำไรจาก ธุรกิจ ปิโตรเคมี

(ล้านบาท)

กำไรสุทธิ

ทั้งปี (ล้านบาท)

กำไรต่อหุ้น (บาท)

2553

123,625

37,955

69,536

9,717

 12,890

99,930

29

2554

 155,430

46,992

84,480

10,781

วันที่โพสต์ 19/01/2013