เว็ปเพื่อนบ้าน

ปฏิรูปพลังงาน


วิพากษ์ ร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมฉบับใหม่ของรัฐบาลไทย พร้อมข้อเสนอ


  วิพากษ์ ร่างพ...ปิโตรเลียมฉบับใหม่ของรัฐบาลไทย    พร้อมข้อเสนอ

            บทความนี้มิได้มีเจตนาจะตำหนิหรือกล่าวโทษกระทรวงพลังงานหรือรัฐบาลไทย เป็นการวิเคราะห์ จากสภาพและข้อมูลที่ควรจะเป็นโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนคนไทยเป็นหลักหาก บทความนี้เป็นประโยชน์ที่เขียนขึ้น ด้วยความตั้งใจเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ได้รับการหยิกยกขึ้นมาพิจารณาและกระทรวงพลังงานรวมทั้งรัฐบาล  และสนช.จะรับไปพิจารณาประกอบการแก้ไขร่างพรบ.ปิโตรเลียมให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก็ย่อมเป็นเรื่องที่น่ายินดีอยู่ไม่น้อย ที่เสียงเล็กๆจากบทความนี้

 

1.   แรงจูงใจที่เขียนบทความนี้ มาจากเหตุผลสำคัญ5 ประการคือ

        1.1 ประการที่ 1 คนไทยเสียเปรียบ  และล้าสมัย

        พรบ.ปิโตรเลียมของประเทศไทยพ..2514 เป็นกฎหมาย ล้าสมัย ใช้มานานแล้วนับจนถึง

ปัจจุบัน ถูกใช้มาแล้วไม่ต่ำกว่า 45ปี  มีชาวต่างชาติมาเป็นที่ปรึกษาในการเขียนกฎหมาย และหลักการ ของพรบ.ปิโตรเลียม ใช้หลักการให้สัมปทาน สำรวจและผลิต น้ำมัน ซึ่งให้ผลประโยชน์แก่ประเทศไทย น้อยมาก  และเสียเปรียบ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะประเทศไทยได้รับผลประโยชน์น้ำมัน อยู่ที่ อัตรา25-35% หรือ45-50% แล้วแต่สัมปทาน   

    1.2 ประการที่ 2  ประเทศ หมดกรรมสิทธิ์ในปิโตรเลี่ยม ตามกฎหมายนี้เมื่อคู่สัญญาได้รับสัมปทานจากประเทศไทยแล้วรัฐบาลไทยไม่สามารถเข้าไป ตรวจสอบ ควบคุมการผลิตน้ำมันเพื่อป้องกันมิให้เกิดการรั่วไหลของรายได้จากการผลิตน้ำมันได้เลย ตามพรบ ปิโตรเลี่ยม มาตรา 76

     1.3  ประการที่ร่างใหม่ในการเขียนระบุว่าแบ่งปันผลผลิต แต่ วิธีการเหมือนให้สัมปทาน แค่เปลี่ยนคำเรียก รัฐบาลโดยกระทรวงพลังงานส่งร่างกฎหมายพรบ.ปิโตรเลียมเข้าสู่การพิจารณาของสนช. โดยใช้คำว่า สัญญาแบ่งปันผลผลิตในร่างกฎหมายใหม่ที่ขอแก้ไข แต่เนื้อหาที่กำหนดในหมวดสัญญาแบ่งปัน ผลผลิต ไม่ต่างจากการให้สัมปทานแบบเดิม และที่สำคัญไปกว่านั้นเมื่อพิจารณาเนื้อหาในร่างกฎหมาย พรบปิโตรเลียม ที่เสนอ สนช.ทุกข้อทั้ง3หน้า  มีการเขียนข้อความในลักษณะที่ทำให้รัฐเสียเปรียบ และ เสียประโยชน์มหาศาลเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในโลก

    1.4  ประการที่4 ทรัพยากรธรรมชาติในประเทศไทยโดยเฉพาะปิโตรเลี่ยม ไม่ใช่ของรัฐบาลแต่ ประชาชน คนไทยมอบหมายให้รัฐบาลมาทำหน้าที่ดูแลรักษาผลประโยชน์ให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ  แต่ที่ผ่านมา ภาครัฐโดย เฉพาะกระทรวงพลังงาน ได้ร่างกฎหมายโดยไม่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ที่ประเทศชาติ ควรได้รับสูงสุด และในร่างกฎหมายไม่มีข้อใดที่ให้ความสำคัญกับภาคประชาชนเลย ดังนั้นจึงจำเป็นที่ ภาคประชาชน จะต้องเข้าร่วมให้ข้อคิดเห็น เพื่อประโยชน์สูงสุดของรัฐบาลและของประชาชนต่อไป

        1.5 ประการที่5 เรื่องการให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐมากเกินไปในการบริหารจัดการทรัพยากร เช่นให้อำนาจคณะกรรมาปิโตรเลี่ยมในการกำหนดราคาซ้อขายก๊าซธรรชาติปากหลุมที่ขาดหลักการที่แน่นอน ตาม พรบ ปิโตรเลี่ยม มาตรา 15, 16  จนทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติ สูงผิดปกติกว่าตลาดโลก ส่งผลต่อค่าไฟฟ้า ที่เก็บจากประชาชน อีกทั้งยังกำหนดราคาก๊าซธรรมชาติ ปากหลุมของบางกลุ่มสูงมากผิดปกติ ทำให้เอกชน บางรายกำไรจากการสำรวจและขุดเจาะอย่างมาก

         1.6 ประการที่ 6  สูญเสียความมั่นคงของชาติ

        ในร่าง พรบ ปิโตรเลี่ยม ปี 2514 และฉบับแก้ไข มีปัญหา อีกหลายด้าน  ที่สำคัญ เช่น เรื่องการสูญเสีย ความมั่นคงด้านยุทธปัจจัย พลังงาน เนื่องจากมาตรา 28  ที่แก้ไขเมื่อปี 2550 ปรากฎว่าจากเดิมที่เคยจำกัด จำนวนพื้นที่สัมปทาน กลับเปิดโอกาสให้รับแปลงสัมปทานไม่จำกัด ทำให้เอกชนบางรายมีอำนาจเหนือรัฐ เช่น เชฟรอน เคยขู่เรื่องการจะไม่มีก๊าซธรรมชาติใช้ ไฟฟ้าจะแพง หากไม่ต่ออายุสัมปทาน  รวมทั้งการให้อิง กระบวนการยุติธรรมจากต่างประเทศ เมื่อเกิดข้อพิพาท (อนุญาโตตุลาการ )

 

         นอกจากนี้น้ำมันที่ประเทศไทยสามารถผลิตได้อีกยาวนานไม่ใช่ว่าจะหมดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าตาม ที่มีบางคนเคยพูด เพราะตามตัวเลขเอกสารทางการของของต่างประเทศ (หาได้ในอินเตอร์เน็ต) ได้จัดอันดับ ของประเทศต่างๆ ทีเป็นผู้ผลิตน้ำมันทั่วโลก  และประเทศไทยถูกจัดอันดับเป็นผู้ผลิตไว้ที่อันดับ 32ของโลก จาก100กว่าประเทศ ในโลก โดยมีกำลังผลิตวันละ265,000บาร์เรลต่อวัน จากที่รายงานจากเอกชน ผู้รับสัมปทาน  (1บาร์เรลเท่ากับ159ลิตร) ยังไม่รวมหากมีการติดตั้งมิเตอร์จริงทุกหลุมเชื่อม อินเตอร์เน็ท สู่ศูนย์ควบคุมของรัฐ  เพื่อป้องกันการรั่วไหล จะได้ปริมาณ?ี่เพิ่มขึ้นหรือไม่ ถ้าคิดหน่วยเป็นลิตรก็เท่ากับ 265,000x159= 42,135,000ลิตร ×365วัน=15,379,275,000ลิตรต่อปี×ราคาน้ำมันขายปลีก ลิตรละ25บาท ถ้าน้ำมันเป็นของไทยทั้งหมด จะมีรายได้ปีละ15,379,275,000ลิตรx25บาท= 384,481,875,000 บาท ด้วยปริมาณตัวเลจมหาศาล ขนาดนี้จึง สมควรที่คนไทยจะได้ร่วมรับรู้และตื่นขึ้นมารณรงค์เพื่อ รักษาผลประโยชน์ของประเทศและของคนไทยทุกคน ในผืนแผ่นดินไทยนี้

 

2. ที่ผ่านมา ประชาชนคนไทยได้พยายามรณรงค์เรื่องน้ำมันมาตลอด  แต่ผู้ที่ออกมารณรงค์กลับ ถูกกล่าวหา ว่าไม่รู้จริงไม่เข้าใจและพยายามบอกว่าน้ำมันมีน้อยเหลือไม่มาก  หรือเป็นพวกเอ็นจีโอรับจ้างต่างชาติมาป่วน บ้าง แต่กาลเวลา ก็ได้พิสูจน์ความจริงว่าไม่ใช่  ทุกอย่างเป็นไปตามที่ภาคประชาชนพูด และในที่สุดรัฐบาลชุด ปัจจุบัน ก็ได้ ยินยอมแก้ไข กฎหมายการให้สัมปทานน้ำมันมาเป็นระบบปันผลและผลิต และต่อมาสนช. ก็ได้ท้วงติงและส่งร่างกฎหมายพรบปิโตรเลียมกลับคืนให้รัฐบาลไปทบทวนใหม่ โดยให้แก้เป็นคำว่า สัญญาจ้างบริการและกำหนดนิยามให้สอดคล้องกัน   นอกจากนี่ในส่วนภาคประชาชนก็ได้ให้ข้อคิดเห็นต่างๆ ว่าร่างพรบปิโตริลียมที่รัฐบาลส่งเข้าสนช.มีจุดบกพร่องหลายประการเช่น

   2.1  ไม่นำประเด็นต่างๆที่สนช.ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาและลงมติเห็นชอบเมื่อ ปลายปี2558 มาปรับปรุงแก้ไขพรบ.ปิโตรเลียมฉบับใหม่

   2.2  กระทรวงพลังงาน มีการปรับถ้อยคำในร่างแก้ไขใหม่เพียง3หน้าและกำหนดเนื้อหาวิธีการผลตอบแทน  ที่ไม่แตกต่างจากรูปแบบสัมปทานเดิม ซ้ำยังวางเงื่อนไขที่รัฐเสียประโยชน์

 

3. เพื่อความเข้าใจของประชาชนคนไทย ขอส่งร่างกฎหมายพรบปิโตรเลียมฉบับใหม่ที่ กระทรวงพลังงานเสนอ เข้าสนช.โดยผ่านคณะรัฐมนตรี มาให้ทุกคนอ่านท้ายบทความนี้ และขอให้ท่านใช้วิจารณญาณว่าร่างกฎหมายนี้ ถ้าผ่านสนช.ไปได้ประเทศชาติจะเสียประโยชน์มหาศาลทีเดียว เพราะเป็นร่างกฎหมายที่เอื้ออำนวย ประโยชน์ ให้เอกชน  ชคดีที่สนช.แตะเบรคยังไม่ผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ทั้งที่กระทรวงพลังงานเร่งรัดอยากให้ผ่านโดย เร็ว โดยอ้างว่าต้องเร่งรัดเพราะสัมปทานเดิมใกล้จะหมด

 

4.  จากการศึกษาข้อมูลในเบื่องต้น  โดยใช้สามัญสำนึกของคนไทยที่รักชาติรักแผ่นดิน  จะวิเคราะห์ให้เห็นจุด บกพร่องของร่างพรบ.ปิโตรเลียมฉบับใหม่เป็นข้อๆสั้นๆพอให้เข้าใจภาพชัดเจนยิ่งขึ้นดังนี้

4.1  ร่างกฎหมายนี้เข้าใจว่าเขียนขึ้นโดยมีสมมุติฐานว่า น้ำมันในประเทศไทยมีน้อย เหลืออีกไม่มาก จึงเขียนร่าง แบบ ให้สิทธิเอกชนเยอะๆ รัฐขอรับส่วนแบ่งน้อยๆ ให้สิทธิขุดเจาะยาวๆฯลฯ  ซึ่งเป็นการเขียนโดยตั้งสมมุติ ฐานผิด ทำให้รัฐเสียประโยชน์ขาดรายได้ที่รัฐและประชาชนคนไทยควรได้รับอย่างมหาศาล

4.2  ต้องถือว่ากระทรวงพลังงานคือผู้รับผิดชอบร่างกฎหมายนี่เต็มตัว และถ้าอ่านเจตนารมณ์ของกระทรวง พลังงานคงเห็นว่าน้ำมันของไทยมีน้อยเหลืออีกไม่กี่ปีก็หมด จึงต้องเขียนกฎหมายการขุดเจาะน้ำมันที่จูงใจนัก ลงทุน  ถ้าเข้าใจตามเหตุผลที่ว่ามานี้ก็ต้องบอกว่า พลังงานโดยเฉพาะน้ำมัน และแก๊สในประเทศไทย ยังมี อีกมาก ขุดเป็นหลายสิบปีก็คงไม่หมด เนื่องจากเหตุผลสนับสนุนต่อไปนี้

           4.2.1  ถ้าย้อนยุคกลับไปเมื่อปี 2514 หรือเมื่อ40ปีที่แล้วเหตุผลว่าน้ำมันในไทยมีน้อย ต้นทุนการขุดเจาะ สูงมากคงขุดไม่ไม่นาน  ฯลฯ สารพัดเหตุผลแบบนั้นคงรับฟังขึ้นเพราะยังเป็นยุคโบราณ  การตรวจสอบทำได้ยาก ฝรั่งว่างัย ก็ต้องตามนั้น แต่ปัจจุบันไม่ใช่เช่นนั้นแล้ว   การตรวจสอบแหล่งพลังงานของไทย สามารถกระทำได้ ไม่ยาก ดาวเทียมจากนอก โลกสามารถส่องลงมาเห็นทรัพยากรของประเทศไทยรู้ได้หมดว่ามีอะไร อยู่ตรงไหน มากน้อยเท่าไร ยิ่งภาคเอกชน ยิ่งรู้มากกว่ารู้ลึกซึ้งกว่ารัฐบาลไทยเสัยด้วยซ้ำ

         4.2.2 

วันที่โพสต์ 09/12/2016