เว็ปเพื่อนบ้าน

ปฏิรูปพลังงาน


วิพากย์​ร่าง พรบ ปิโตรเลี่ยม และข้อเสนอ TOR จัดซื้อจัดจ้างการสำรวจและผลิตปิโตรเลี่ยม พร้อมข้อเสนอ รัฐสวัสดิการ ภาคสาม


           5.3.16.10 ต้องผลิตโปรโตรเลียมให้ได้ปริมาณอย่างสม่ำเสมอตามข้อเสนอและตามที่ตกลงกัน ตลอดอายุสัญญาจ้าง หากบิดพลิ้วหรือแสดงเจตนาที่จะลดกำลังการผลิตโดยชัดแจ้งโดยขาดเหตุผลอันสมควร และได้รับการแจ้งเตือนอย่างน้อย3ครั้งครั้งละอย่างน้อย 15วันก็ยังไม่แก้ไขโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร จะถือว่ามีเจตนาละทิ้งงาน และผู้ว่าจ้างสามารถสงวนสิทธิ์บอกเลิกจ้างได้และริบหลักประกันสัญญาได้

ทันทีโดยไม่มีข้อแม้ใดๆทั้งสิ้น

           5.3.16.11 ต้องมีการจำกัดแปลงสัมปทานปิโตรเลี่ยม เพื่อมิให้เอกชนมีอำนาจเหนือรัฐ  ดังเช่นใน พรบ ปิโตรเลี่ยมก่อนการแก้ไข พศ 2550

            6.  สาระสำคัญตามข้อ5เป็นตัวอย่างการเขียนหลักการสำคัญของร่างพรบปิโตรเลียมว่าด้วยสัญญา จ้างบริการซึ่งควรต้องเขียนหรือระบุไว้ให้รัดกุมครอบคลุมประเด็นต่างๆเพราะเป็นการเปลี่ยนหลักการ จากการให้สัมปทาน ซึ่งเอกชนดูแล เป็นสัญญาจ้างบริการที่รัฐต้องเข้าไปดูแลและควบคุมใกล้ชิด มิให้เกิดการ รั่วไหลของปิโตรเลียมที่ผลิตได้ ดังนั้นเมื่อหลักการเปลี่ยนก็จำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการให้สอดคล้องสัมพันธ์กัน

ซึ่งจะไประบุในกฎกระทรวง ก็ได้  แต่ควรต้องระบุเนื้อหาหลักๆให้ชัดเจนในร่างพรบ.ปิโตรเลียม เพื่อป้องกัน ปัญหาต่างๆที่จะตามมาในภายหลังเพราะเป็นหลักการใหม่จึงควรต้องวางแนวทางให้รอบคอบชัดเจนแต่แรก

 

              7. ถามตอบ ประเด็นต่างๆ

     7.1  ถาม ปิโตรเลียมในประเทศไทยจะหมดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าดังนั้นเพื่อจูงใจนักลงทุน จึงควรวาง หลักเกณฑ์ ให้จูงใจมากๆเช่นอยอมให้หักค่าใช้จ่ายในการขุดเจาะก่อนแบ่งปิโตรเลียมให้รัฐบาล

             ตอบ  ผู้พูดรู้ได้อย่างไรว่าปิโตรเลียมจะหมดจากประเทศไทย  เห็นพูดมา40ปีแล้วยังขุดไม่หมดเลย

และถ้าดูจากข้อมูลสมัยใหม่มีแต่จะพบแหล่งปิโตรเลียมเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะเขตอีสานและอ่าวไทยบริเวณหางเกาะสแปรตลีย์  ดังนั้นการพูดแบบนี่จึงเป็นการให้ข้อมที่คลาดเคลื่อน จึงไม่ต้องเอาใจนักลงทุนแต่ให้กำหนด เงื่อนไข ที่ประเทศไทยจะได้ประโยชน์สูง หากไม่มีใครรับจ้างก็ให้แจ้งว่ารัฐบาลจะทำเองโดยจ้างปตท หรือปตทสผ.ขุดเจาะหรือบริษัทน้ำมันแห่งชาติตามกฎหมายนี่

7.2  ถาม ทำไมต้องเร่งออกกฎหมายปิโตรเลียมฉบับใหม่ เพื่อสร้างความมั่นใจนักลงทุน

        ตอบ  ร่างกฎหมายที่ กระทรวงพลังงานออกมาก็มีแต่จุดอ่อนที่เสียเปรียบภาคเอกชน เช่น ยอมให้ทำ สัญญายืดได้39ปี ยอมรับรายได้ ขั้นต่ำ10%  ยอมให้หักค่าใช้จ่ายของผู้รับจ้างก่อนแบ่งส่วนแบ่งให้ไทย ถ้ามีปัญหาให้เอากฎหมายระหว่างประเทศ มาพิจารณา ทั้งที่เป็นสมบัติของเราเป็นทรัพย์สินของไทย ฯลฯ ดังนั้นยิ่งเร่งออกกฎหมายไปประเทศชาติยิ่งเสียเปรียบ รวมทั้งยังไม่อุดช่องว่างเรื่องความมั่นคงทางยุโธปกรณ์ ให้เอกชนถือครองพื้นที่สัมปทานยไม่จำกัดเกิดอำนาจต่อรองระหว่างรัฐและเอกชน      

            ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐถ้าละเว้นหรือปฏิบัติงานโดยละเว้นการรักษาผลประโยชน์ของรัฐมีความเสี่ยง ที่จะทำผิดกฎหมาย  แบบกรณีที่เกิดกับเรื่องจำนำข้าว ดังนั้น ควรระมัดระวังกรณีแก้ไข พรบ.ปิโตรเลียมควร จะทำให้ รัดกุมรอบคอบและไม่ต้องสนใจแรงกดดันจากต่างชาติเพราะคนในชาติเฝ้ามอง การทำงานชิ้นนี้ ของรัฐบาลอยู่ว่าจะรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างไรจะเสียของหรือไม่ ส่วนการสร้างความเชื่อมั่นให้ต่างชาติ

คงเป็นเพียงวาทกรรมเพราะการบริหารประเทศในปัจจุบัน ยังไม่มีการเลือกตั้งและรัฐบาล ทหารยังปกครอง ประเทศอยู่จึงไม่จำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ต่างชาติ สู้สร้างสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ต่อประเทศไทยจะดีกว่า ด้วยการวางหลักการในพรบ.ปิโตรเลียมให้รัดกุม

7.3 ถาม ปริมาณขุดเจาะปิโตรเลียมของประเทศไทยได้น้อย ไม่ควรวางหลักเกณฑ์ที่คุมเข้มเกินไป

        ตอบ  ผลิตได้น้อยจริงหรือ  ตามเอกสารของต่างประเทศระบุว่าไทยผลิตปิโตริลียมติดอันดับ32ของโลกจาก117 ประเทศ  และยังไม่นับรวมปิโตรเลียมที่อาจล่องหนหรือ ถูกลักลอบขายซึ่งไม่มีการ พิสูจน์ได้แน่ชัด

 

7.4  ถาม  ถ้าร่างกฎหมายปิโตรเลียมฉบับใหม่ที่สนช.ส่งคืนให้กระทรวงพลังงานกลับไปแก้ไขไม่ถูกแก้ไข หลักการสำคัญๆเช่นยังยอมให้หักค่าใช้จ่ายก่อนแบ่งน้ำมันให้รัฐ  แก้ไขส่วนแบ่งจาก10%เพิ่มเป็น20-50% ฯลฯจะมีปัญหาไหม

 ตอบ  ภาคประชาชนรู้แล้วว่า  การเขียนร่างแบบนี้ประเทศชาติเสียเปรียบ แม้กฎหมายยังไม่ออกมามีผลบังคับ ใช้แต่หน่วยงานรัฐคิดร่างกฎหมายทีทำให้รัฐเสียประโยชน์ขึ้นมาแล้วเห็นชัดๆ  ตรงนี้หน่วยงานรัฐโดยเฉพาะ กระทรวงพลังงานคณะรัฐมนตรีและสนช.ต้องคิดให้ดี เพราะพรบ.ปิโตรเลียมฉบับใหม่ต่างจากกฎหมายทั่วไป ถ้าเป็นกฎหมายทั่วไปรัฐออกกฎหมายขึ้นมาบังคับใช้ต่อประชาชนจะออกกฎแบบไหนก็ไม่เป็นไรแต่กฎหมายพรบปิโตเลียม เป็นการจ้าง เอกชนขุดปิโตรเลียมขึ้นมาจากราชอาณาจักรไทยและสัญญาจะจ่ายค่าจ้าง เป็นน้ำมัน  มันคือการออกกฎหมายว่าด้วยสัญญาจ้างผลิตปิโตรเลียมโดยจ่ายด้วยน้ำมันที่ขุดขึ้นมาได้  พูดง่ายๆเหมือนการทำสเปคจัดซื้อจัดจ้างของรัฐโดยจ่ายจากเงินรัฐแต่นี่จ่ายเป็นน้ำมันของรัฐ  เมื่อเข้าข่ายการจัดจ้าง โดยใช้จ่ายจากน้ำมันของรัฐที่ขุดขึ้นมาได้  ผู้ออกสเปค

             ผู้อนุมัติสเปคหรืออนุมัติร่างกฎหมายทุกขั้นตอนจึงต้องระมัดระวังถ้าท่านไม่รอบคอบภายภาคหน้า อาจถูกฟ้องข้อหาทำให้รัฐเสียหายแบบคดีจำนำข้าว

            ที่ผ่านมาร่างกฎหมายปิโตรเลียมฉบับแรกที่กระทรวงพลังงาน ร่างถูกตีคืนจากสนช.และคณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดินก็ได้ทักท้วงว่าไม่เหมาะสม คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนก็ทักท้วงว่าไม่เหมาะสม ถ้า กระทรวงพลังงานรับไปแก้ไข และไม่พิจารณาทุกประเด็นที่เป็นจุดอ่อนให้รอบคอบแล้วส่งกลับโดยแก้ประเด็น เดียวคือนิยามของคำว่าสัญญาจ้างบริการหน่วยงานต่างๆทั้งกระทรวงพลังงานครม.และสนช.ที่อนุมัติกฎหมาย

 ก็ต้องระวัง เพราะการจ่ายผลประโยชน์เป็นค่าจ้างขุดปิโตรเลียมถ้าท่านวางไว้แบบเดิมที่เสียประโยชน์ มากๆท่านก็ต้องรับผิดชอบเต็มๆในฐานะผู้ร่างผู้อนุมัติสเปคการทำสัญญาจ้างบริการขุดปิโตรเลียมในครั้งนี่ (สเปคในที่นี้ก็คือกฎหมายที่พวกท่านกำลังร่างและพิจารณาแบบยืดเยื้อ และไม่มีทีท่าว่าจะปรับแก้ไขให้เหมาะ สมหรือไม่อย่างไร) และถ้าคิดเป็นมูลค่าความเสียหายเอาแค่กำหนดส่วนแบ่งให้ประเทศไทยได้น้อย จากเดิม แค่10% แต่ประเทศอื่นได้กัน70-90% แค่นี่ก็คิดเป็นมูลค่าความเสียหายนับหลายแสนล้านบาทแล้ว  ท่านจะอ้างว่ายังไม่ประมูลจึงยังไม่เกิดความเสียหาย และโดยข้อเท็จจริงแล้ว เพียงแค่ออกสเปคเอื้ออำนวย หรือส่อว่าจะทำให้รัฐเสียหาย ถือว่าเป็นการเพิกเฉย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งทำให้รัฐเสียหายขึ้นแล้ว เพราะสเปคหรือกฎหมายปิโตรเลียมที่กำลังร่างและแก้ไขส่อ ว่าจะออกมาใน แนวทำให้รัฐเสียหายประชาชนเสียหายกันแล้ว เปรียบเทียบให้เห็นง่ายๆเลยถ้าท่านร่างสัญญาจ้างบริการให้ เอกชนรับเหมาขุดลำน้ำมูลแล้ววางเงื่อนไขให้เอกชนหักค่าใช้จ่าย50%ในการขุดได้ขอดินทรายที่ได้ จากการ ขุดคลองไม่มากแค่10%ที่เหลือให้เอกชนเอาดินทรายได้จากการขุดไปขายตลอดลำน้ำมูล ซึ่งมีทรายเต็ม ไปหมด  ถามว่าการร่างสัญญาจ้างแบบนี่รัฐเสียเปรียบไหม เสียเปรียบแน่นอน ซึ่งไม่ต่างจากพรบปิโตรเลียม ที่ทำสัญญาจ้างเอกชนขุดปิโตรเลียมขึ้นมา

          จึงขอให้นำประเด็นนี้มาคิดให้รอบคอบและวางกฎเกณฑ์ให้รัดกุมก่อนประมูลและก่อนจะถูกฟ้อง เรียกค่าเสียหายในอนาคตซึ่งอาจกลายเป็นคดีที่ใหญ่กว่ายึดทรัพย์จำนำข้าว

7.5  ถาม  ถ้ากระทรวงพลังงานยังคิดจะให้เอกชนหักค่าใช้จ่ายในการขุดปิโตรเลียม50%ก่อนแบ่งให้รัฐบาลต่อไปล่ะ

        ตอบ  ประเด็นนี้มีคำตอบหลายประเด็นให้กลับไปคิด

                   1) การยอมให้เอกชนหักค่าใช้จ่ายในการขุดเจาะ  เท่ากับยอมร่างสเปคหรือร่างกฎหมายเพื่อเสีย ผลประโยชน์ของรัฐและประชาชนถึง50%ตามร่างให้เอกชนไป  มูลค่ามันไม่น้อยผู้เกี่ยวข้องรับผิดชอบ ไหวหรือ ถ้าเกิดการฟ้องร้องขึ้นมาว่าทำให้รัฐเสียหายประเทศชาติเสียหายและท่านผู้เกี่ยวข้องถูกยึดทรัพย์ มันไม่คุ้ม

                   2) ถ้าเป็นสมัยเมื่อ40ปีมาแล้วต่างชาติจะพูดยังงัยเราก็เชื่อแต่สมัยนี่เทคโนยีการขุดเจาะ พัฒนาไปไกลแล้ว และทำกันได้ในหลายประเทศทั่วโลก ดังนั้นต้นทุนค่าขุดเจาะปิโตรเลียมจึงถูกลง

                  3) โดยหลักการของการทำสัญญาจ้างใดๆที่รัฐจ้าง เอกชนที่รับจ้างต้องแบกรับความเสี่ยงทั้งหมด

ในการรับจ้างโดยถือว่างบประมาณที่จ่ายให้ได้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายนั้นๆแล้ว  กรณีขุดปิโตรเลียมก็เช่นกันเอกชนที่เสนองานรับจ้างก็ต้องรับผิดชอบในความเสี่ยงและบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการขุดเจาะให้ต่ำสุดไม่รั่วไหล เพื่อให้คุ้มค่าตอบแทน ที่ได้รับเป็นน้ำมันจากการว่าจ้าง เป็นไปไม่ได้ที่จะให้รัฐแบกรับค่าใช้จ่ายในการขุดนี้ ไว้แถมตามร่างกฎหมายของกระทรวงพลังงานให้หักค่าใช้จ่ายได้มากถึง50%ของปริมาณปิโตรเลียมที่ขุดขึ้นมา ได้ทีเดียวแบบนี้จะเรียกว่า ยื่นอาหารให้เสือกินแบบง่ายๆหรือเปล่า

                   4)  ทำไมกระทรวงพลังงานจึงตีค่าการขุดเจาะน้ำมันของเอกชนไว้สูงเกินจริงเพราะ ***จากข้อมูลของ HESS ซึ่งเป็นบริษัทขุดเจาะน้ำมันสัญชาติ American ได้ report ข้อมูลว่า cost avg. ในการขุดเจาะน้ำมัน/bbl/$ ไว้ทั่วโลกพบว่าในAsia มี cost ต่ำสุดต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยทั่วโลก โดยในปี 2555 มีต้นทุน 10.62$/bbl ในขณะที่เกณฑ์เฉลี่ย ทั่วโลกอยู่ที่ 17.40 $/bbl ***โดยที่1bbl=158.9873หรือ159ลิตร) ดังนั้นต้นทุนขุดเจาะน้ำมัน1บาร์เรล จึงเท่ากับ10.62 ยูเอสดอลล่าห์×35บาท=371.70บาท หารด้วย159ลิตร ดังนั้นน้ำมัน1ลิตรจึงมีต้นทุน การขุดเจาะ เฉลี่ย371.07÷159=ลิตรละ 2.34บาท ซึ่งมีต้นทุนต่ำ และไม่จำเป็นต้องให้หักสูง ถึง50%ของปริมาณปิโตรเลียม ที่ขุดได้แม้แต่001%ก็ไม่สมควร เพราะ การให้ความเสี่ยง และความรับผิดชอบเป็นของผู้ลงทุน นั้นถูกต้องแล้ว รัฐไม่ต้องเสียประโยชน์เอาตัวเลข 50%ที่ตามร่างกะให้เอกชนหักเป็นค่าใช้จ่ายนี้มาเป็นรายได้ของรัฐทั้ง50%  

 

7.6 ถาม  ทำไมตามร่างพรบปิโตรเลียมถึงใช้วิธีตกลงราคาไม่เปิดให้มีการแข่งขันในการเสนอราคา

      ตอบ  ธุรกิจน้ำมันสมัยโบราณการผลิตค่อนข้างยากและใช้เทคโนโลยีสมัยเก่า ผู้ผลิตมีน้อยจึงต้องใช้วิธี ตกลงราคา แต่ในยุคปัจจุบันผู้ผลิตมีมากและเทคโนโลยีการผลิตก็ล้ำหน้าไปเยอะมาก อีกทั้งการสำรวจ แหล่งน้ำมันก็สามารถตรวจสอบตากดาวเทียมนอกโลกได้อย่างรวดเร็วก็รู้แล้วว่าปริมาณการผลิต มีมากน้อย เพียงใดคุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่  ดังนั้นรูปแบบการตกลงราคาจึงเป็นวิธีที่ทำให้รัฐได้ผลประโยชน์น้อย สู้รูปแบบโปร่งใสที่เปิดโอกาสให้แข่งขันเสนอราคาได้อย่างเสรีและให้เสนอราคารับจ้างงานแบบอีอ้อกชั่น ซึ่งโปร่งใสกว่าและรัฐได้ผลประโยชน์มากกว่าจึงควรกำหนดให้เปิดเสรีในการเข่งขันเสนอราคา ห้ามใช้การ ตกลงราคาดังเช่นอดีต

7.7 ถาม ทำไมตามร่างพรบ.ปิโตรเลียมจึงเปิดโอกาสให้ใช้อนุญาโตตุลการ และให้นำกฎหมายระหว่างประเทศ

เข้ามาใช้ควบคู่กับกฎหมายไทย

         ตอบ  การกำหนดแบบนี้เพราะผู้ขุดเจาะปิผโตรเลียมมีน้อยและส่วนใหญ่เป็นต่างชาติจึงต้องยอมให้เอากฎหมายระหว่าง ประเทศเข้ามาใช้ควบคู่ แต่ปัจจุบันตรงข้ามกันแล้วบริษัทคนไทยก็สามารถขุดเจาะน้ำมันได้

และมีขีดความสามารถไม่แพ้ต่างชาติอีกทั้งมีผู้รับจ้างจำนวนมาก แล้วในปัจจุบันประกอบกับเป็นการขุดเจาะ ปิโตรเลียมในประเทศไทย ดังนั้นเมื่อเข้ามารับจ้างในไทยจึงต้องใช้กฎหมายไทยใช้สัญญาจ้างภาษาไทย

และหากมีข้อพิพาทก็ต้องยอมให้ผู้ว่าจ้างใช้ดุลพินิจตัดสินชี้ขาดโดยไม่ต้องตั้งอนุญาโตตุลาการ

 

7.8  ถาม ทำไมกระทรวงพลังงานจึงใส่ร่างไว้ในพรบปิโตรเลียมให้กันส่วนแบ่งรายได้0.5%ไว้สำหรับการวิจัย พัฒนาของกรมพลังงานเชื่อเพลิงพืช

         ตอบ  การเขียนไว้แบบนี่ให้กันงบไว้สำหรับการวิจัยจะเกิดประโยชน์เล็กๆแค่หน่วยงานกรมๆเดียว แต่จะเป็น เงินมหาศาล เป็นการเขียนที่ตีวงแคบเกินไปเพื่อประโยชน์ของหน่วยงานเดียวเท่านั้น ในเมื่อ ทรัพยากรปิโตรเลียม เป็นของประชาชน และทหารตำรวจก็ต้องปกป้องทรัพยากรของประเทศ ทำไมจึงไม่คิด ให้มีการกันเงินค่าส่วนแบ่ง ปิโตรเลียม คืนให้ประชาชนจัดให้เป็นสวัสดิการของประชาชน และจ่ายให้ ทหารตำรวจเพื่อใช้พัฒนา กองทัพ จะได้ปกป้องดูแลความปลอดภัยให้ประชาชนและจัดซื่อยุทธโธปกรณ์ เพื่อป้องกันประเทศและรักษาทรัพยากรของประเทศ รวมทั้งกันเงินไว้เพื่อการวิจัยพัฒนาของประชาชนคนไทย ทั้งประเทศล่ะดีกว่าไปกันไว้ที่กรมพลังงานเชื้อเพลิงเพียงกรมเดียว ซึ่งได้ประโยชน์น้อยมาก ไม่ครอบคลุม ประโยชน์ส่วนใหญ่ของประเทศ

 

8.เอกสารอ้างอิง ได้แก่

   8. 1.ร่างพรบปิโตรเลียม3หน้ากระดาษที่ร่างแก้ไขโดยกระทรวงพลังงานและสนช.ตีกลับให้แก้ไข ดูจากเอกสารตอนท้าย

    8. 2. รายชื่อประเทศผู้ผลิตน้ำมัน117ประเทศทั่วโลกโดยประเทศไทยจัดอยู่อันดับที่32ของโลกมีกำลัง การผลิตทุกวันๆละ265,000บาร์เรลต่อวัน ดูจากตารางเอดสารตอนท้าย แต่เอกสารอีกฉบับระบุว่าประเทศไทย มีการส่งออกน้ำมันอันดับ67ของโลกอัตราการส่งออกที่450000บาร์เรลต่อวัน  ไม่รวมที่รั่วไหลที่ไม่สามารถ ตรวจสอบได้จากหน่วยงานของรัฐ    

              แล้วถ้าถามว่าประเทศไทยมีน้ำมันเท่าไรคงยากจะตอบเพราะระบบฐานข้อมูลไม่ชัดเจน และน่าจะมี การรั่วไหลของน้ำมันหรือไม่ แต่ถ้าจะดูจากกำลังการผลิตของโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ หากไม่มีน้ำมันดิบจริง ใครจะตั้งโรงกลั่นให้มากมายทำไม เสียค่าขนส่งเท่าไร คุ้มค่าไหม  โดย

1. Thaioil  (TOP) กลั่นได้ 275,000bbl/วัน 

2. IRPC 215,000bbl/วัน 

3. ESSO 170,000bbl/วัน 

4. Star Petroleum Refining (SPRC) 150,000bbl/วัน 

5. ปตท. อะโรมาติกส์และการกลั่น (PTTAR) 145,000bbl/วัน

6. บางจาก (BCP) 120,000bbl/วัน

7. ระยองเพียวริฟายเออร์ (RPC) =17,000bbl/วัน

รวม ทุกประเภท = 1,092,200 bbl/วัน หรือ = 173.6 ล้านลิตร/วัน//เราใช้น้ำมัน 1,171,000bbl/วันหรือ186.8ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งมีรายงานการนำเข้าน้ำมันดิบจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่า เอกชนมาตั้งโรงกลั่นในไทยทำไมหากไม่มีน้ำมันดิบเพียงพอ แล้วนำเข้าที่เสียค่าขนส่งในต้นทุนแล้วมาผลิตส่ง ออกน้ำมันสำเร็จรูป มันขาดตรรกะวิธีจัดการธุรกิจ

     8.3. ส่วนแบ่งประเทศผู้ผลิตปิโตรเลียมทั่วโลก โดยประเทศไทยได้น้อยสุดที่อัตรา 25-30%และ45-50% ขึ้นอยู่กับสัมปทานที่ผ่านมาในขณะที่ประเทศต่างๆทั่วโลกได้ส่วนแบ่งเกิน70%เป็นส่วนใหญ่ ดูจากตารางเอกสารตอนท้าย

     8.4.รายได้จากการส่งออกน้ำมันของไทยอยู่อันดับที่67โดยมีรายได้ปี2015ที่ 63.1ล้านยูเอสดอลล่าห์หรือ2.2 BILLION BAHT ซึ่งสูงมากสะท้อนว่าประเทศไทยไม่ใช่ผู้ส่งออกน้ำมันเล็กๆตามที่หลายฝ่ายพูดกัน และหากวางเงื่อนไขหรือสเปคพรบปิโตรเลียมฉบับใหม่ดีๆในรูปแบบสัญญาจ้างบริการและเปิดให้มีการเสนอ ราคารับจ้าง แบบเสรี ไม่ใช้วิธีตกลงราคา ประเทศไทยจะได้ผลประโยขน์มหาศาล ดูจากเอกสารตอนท้าย ประกอบ

8.5.ภาพแหล่งน้ำมันในประเทศไทย ส่วนมากจะอยู่เขตอีสานตอนบน และอ่าวไทยตอนล่างที เป็นส่วนหาง หมู่เกาะสแปรตลีย์ ตามเอกสารตอนท้าย

8.6 ภาพงบการเงินของปตท.เป็นเอกสารที่แสดงให้เห็นว่าธุรกิจน้ำมันมีมูลค่ามหาศาล ดังนั้นจึงต้องระมัดระวัง เรื่องการแก้ไขพรบปิโตรเลียมฉบับใหม่ให้ดี

 

9. สรุป   ตามบทวิเคราะห์ข้อ1-8 ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า 

เหตุใดตามร่างพรบ.ปิโตรเลียมที่กระทรวงพลังงานร่างจึงออกมา มีเนื้อหาไม่ต่างจากการให้สัมปทาน ซึ่งรัฐจะเสียเปรียบ ประเทศชาติและประชาชน จะสูญเสียรายได้จากปิโตรเลียมที่ขุดขึ้นมาและขาดทุนมหาศาล จากกฎหมายที่ตัวเองออกมา แต่ถ้าปรับแนวคิดใหม่เป็นสัญญาจ้างบริการตามหลักการที่สนช.ท้วงติงและ ให้กระทรวงพลังงานกลับไปแก้ไขการแก้ไขจะแก้แต่คำว่าสัญญาจ้างบริการไม่ได้  จำเป็นต้องวางเนื้อหาปรับ เนื้อหาต่างๆให้สอดคล้องกับแนวทางตามสัญญาจ้างบริการ  และการปรับเนื้อหาควรมีหลักการอย่างไรบ้า        เทียบให้เห็นได้อย่างง่ายสุดคือ  การจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ และ การแข่งราคาแบบพานิชย์อีเล็กทรอนิกส์(e -auction) ควรนำหลักการนี้มาเทียบเคียง ใช้ในการร่างเพราะว่า 

9.1 ร่างพรบปิโตรเลียม ที่แก้ไขใหม่มีเนื้อหาสำคัญคือจ้างเอกชนขุดเจาะปิโตรเลียมให้รัฐบาล และให้เอกชน รับค่าจ้างเป็นปิโตรเลียมที่ขุดได้  ซึ่งไม่ต่างจากการจัดจ้างของทางราชการ ที่จ้างเอกชนก่อสร้างงานหรือ ทำงานโดยจ่ายค่าจ้างด้วยเงินของรัฐบาล

9.2สิ่งที่แตกต่างมีนิดเดียวคือจ่ายค่าจ้างเป็นน้ำมันหรือปิโตรเลียมที่ขุดขึ้นมาได้  เป็นค่าจ้างให้เอกชน แทนการจ่ายด้วย เงินสด และปิโตรเลียมที่ขุดขึ้นมาคือทรัพย์สินที่มีค่าแทนตัวเงินของประเทศไทย ไม่ต่างจากเงินสดเพราะ มีค่าแทนตัวเงิน

9.3 ดังนั้น สัญญาจ้างบริการในการขุดปิโตรเลียมของประเทศไทยขึ้นมาจึงเป็นของ ประเทศไทย100% โดยจ่ายค่าจ้าง ขุดเจาะเป็นปิโตรเลียมบางส่วน ให้เอกชนซึ่งไม่ต่างจากสัญญาจัดจ้างตามระเบียบว่า ด้วยการพัสดุ ของสำนักนายกรัฐมนตรี จึงจำเป็นต้องกำหนดเงื่อนไขการจัดจ้างให้รอบคอบ และมีเนื่อหาครอบคลุมครบถ้วน เช่น การเสนอราคาคณะกรรมการจัดจ้าง การแข่งขันเสนอราคา การคัดเลือกผู้ชนะการเสนอราคา เงื่อนไขสำคัญใน การจัดจ้างหน้าที่ของผู้รับจ้าง การวางหลักประกัน ในการเสนอราคา และหลักประกันสัญญา การยกเลิกการจัดจ้าง บทปรับ ฯลฯ 

 

10. ที่ผ่านมาหน่วยงานราชการ ต่างๆ มีหน้าที่ออกกฎหมายทั้งหมดเพื่อบังคับให้ประชาชน ต้องปฏิบัติ และกำหนดบทลงโทษ  แต่กรณีพรบ.ปิโตรเลียมไม่ใช่  เพราะเป็นกฎหมายฉบับเดียวที่มีการวาง หลักเกณฑ์การจ้างขุดปิโตรเลียมขึ้นมาให้รัฐบาลและจ่ายปิโตรเลียมบางส่วนที่ขุดได้เป็นค่าจ้างซึ่งเข้าลักษณะการจ้างงานโดยจ่ายจากทรัพย์สินของประเทศ หรือเข้าข่าย การจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบ ว่าด้วยการพัสดุ ของสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนั้นลักษณะของการ ออกกฎหมาย จึงเปรียบเหมือนการออกสเปค ว่าด้วย การจัดซื้อจัดจ้าง ที่ต้องเขียนให้รัดกุมและรอบคอบ ถ้าสเปคเขียนไม่ดี สเปคที่ออกมาเขียนเอื้ออำนวย ต่อเอกชน รัฐเสียประโยชน์มหาศาลหรือเสียประโยชน์ไม่ว่าจะเท่าใดก็ตามแม้ยังไม่ได้นำไปใช้ในการว่าจ้าง แต่แสดงเจตนาชัดแจ้งว่าสเปคนั้นทำให้ประเทศชาติเสียประโยชน์ต้องจ่ายเงินออกไป โดยไม่มีเหตุผล อันสมควร  ซึ่งร่างพรบ.ปิโตรเลียมฉบับแรกที่กระทรวงพลังงานร่างขึ้นและถูกสนช.ตีกลับมีช่องโหว่ที่รัฐ จะเสียประโยชน์รัฐขาดรายได้ที่ควรจะได้  ฯลฯ ลักษณะการเขียนแบบนี้ถ้ามีการร่างแก้ไขแล้วยังไม่ แตกต่างจากร่างเดิมที่ถูกสนช.ตีคืน คือ รัฐยังเสียเปรียบและเสียประโยชน์ในการว่าจ้าง

สิ่งที่ต้องระวังคือ  ประเทศชาติจะเสียหายจากสเปคหรือร่างกฎหมายว่าด้วยการจ้างขุดปิโตรเลียมที่หน่วยงานร่าง ขึ้นมาจัดทำขึ้นมา จึงเข้าลักษณะการจัดทำกฎหมาย โดยละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบซึ่งทำให้ราชการเสียหาย ตรงจุดนี้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ได้แก่ผู้ร่าง กรมพลังงานเชื้อเพลิง กระทรวงพลังงาน คณะรัฐมนตรีและสนช.ต้องระมัดระวังเพราะอาจจะต้องรับผิดชอบถ้ากฎหมายออกมา ไม่รอบคอบและจะเกิดการฟ้องร้องยึดทรัพย์ขึ้นตามมาในภายหลังเมื่อผลักดันจนเกิดสัญญาจ้างบริการแล้วจึงไม่ต่างจากคดีจำนำข้าวซึ่งไม่คุ้มค่าและมีบทเรียนมาแล้วจึงขอให้ทุกฝ่ายตระหนักระมัดระวังและออกกฎ หมายปิโตรเลียมฉบับใหม่นี้ให้รัดกุมรอบคอบและคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนคนไทย เป็นสำคัญ  จึงจะเป็นการร่างและออกกฎหมายที่ได้รับการคำชมเชยและแสดงความยินดีจากประชาชนคนไทนทั้งประเทศ แต่ถ้าทำตรงข้ามผลลัพธ์เชิงลบก็จะย้อน กลับมาหาทุกคนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพราะร่าง กฎหมายฉบับนี้เกี่ยวข้องกับรายได้ปิโตรเลียมของประเทศไทยมูลค่านับหลายแสนล้านล้านบาทในอนาคตและมีผลผูกพันต่อประเทศเป็นระยะเวลายาวนานที่สำคัญต่อไปภาคประชาชนต่างๆนอกจากจะคอยท้วงติงให้ข้อ แนะนำแล้ว ยังอาจจะเฝ้าดูการแก้ไขกฎหมายถ้าร่าง ไม่ดีจะเสียหายในอนาคตก็อาจจะเตรียมการฟ้องร้อง เอาผิดผู้เกี่ยวข้องทันที

เมื่อร่างกฎหมายนี้ออกมาในลักษณะที่รัฐเสียเปรียบอีกด้วย โดยไม่ต้องรอถึงขั้นหาผู้รับจ้างซึ่งจะเป็นอีกหนึ่ง ปรากฏการณ์ที่ภาครัฐและฝ่ายออกกฎหมายต้องพึงระมัดระวังเพราะท่านกำลังออกสเปคกฎหมายที่เกี่ยว ข้องการหารายได้และใช้จ่ายด้วยเงินมหาศาลโดยจ่ายด้วยน้ำมันหรือปิโตรเลียมที่ขุดขึ้นมายาวนานนับสิบๆๆปีทีเดียว

 

ด้วยความปรารถนาดี

p คปป  5 ธค 59

วันที่โพสต์ 07/12/2016