เว็ปเพื่อนบ้าน

ปฏิรูปพลังงาน


วิพากย์​ร่าง พรบ ปิโตรเลี่ยม และข้อเสนอ TOR จัดซื้อจัดจ้างการสำรวจและผลิตปิโตรเลี่ยม พร้อมข้อเสนอ รัฐสวัสดิการ



  วิพากษ์ ร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมฉบับใหม่ของรัฐบาลไทย    พร้อมข้อเสนอ

โดย คุณ​Pairat  เครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ​

            บทความนี้มิได้มีเจตนาจะตำหนิหรือกล่าวโทษกระทรวงพลังงานหรือรัฐบาลไทย เป็นการวิเคราะห์ จากสภาพและข้อมูลที่ควรจะเป็นโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนคนไทยเป็นหลักหาก บทความนี้เป็นประโยชน์ที่เขียนขึ้น ด้วยความตั้งใจเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ได้รับการหยิกยกขึ้นมาพิจารณาและกระทรวงพลังงานรวมทั้งรัฐบาล  และสนช.จะรับไปพิจารณาประกอบการแก้ไขร่างพรบ.ปิโตรเลียมให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก็ย่อมเป็นเรื่องที่น่ายินดีอยู่ไม่น้อย ที่เสียงเล็กๆจากบทความนี้

 

1.   แรงจูงใจที่เขียนบทความนี้ มาจากเหตุผลสำคัญ5 ประการคือ

        1.1 ประการที่ 1 คนไทยเสียเปรียบ  และล้าสมัย

        พรบ.ปิโตรเลียมของประเทศไทยพ.ศ.2514 เป็นกฎหมาย ล้าสมัย ใช้มานานแล้วนับจนถึง

ปัจจุบัน ถูกใช้มาแล้วไม่ต่ำกว่า 45ปี  มีชาวต่างชาติมาเป็นที่ปรึกษาในการเขียนกฎหมาย และหลักการ ของพรบ.ปิโตรเลียม ใช้หลักการให้สัมปทาน สำรวจและผลิต น้ำมัน ซึ่งให้ผลประโยชน์แก่ประเทศไทย น้อยมาก  และเสียเปรียบ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะประเทศไทยได้รับผลประโยชน์น้ำมัน อยู่ที่ อัตรา25-35% หรือ45-50% แล้วแต่สัมปทาน   

    1.2 ประการที่ 2  ประเทศ หมดกรรมสิทธิ์ในปิโตรเลี่ยม ตามกฎหมายนี้เมื่อคู่สัญญาได้รับสัมปทานจากประเทศไทยแล้วรัฐบาลไทยไม่สามารถเข้าไป ตรวจสอบ ควบคุมการผลิตน้ำมันเพื่อป้องกันมิให้เกิดการรั่วไหลของรายได้จากการผลิตน้ำมันได้เลย ตามพรบ ปิโตรเลี่ยม มาตรา 76

     1.3  ประการที่3  ร่างใหม่ในการเขียนระบุว่าแบ่งปันผลผลิต แต่ วิธีการเหมือนให้สัมปทาน แค่เปลี่ยนคำเรียก รัฐบาลโดยกระทรวงพลังงานส่งร่างกฎหมายพรบ.ปิโตรเลียมเข้าสู่การพิจารณาของสนช. โดยใช้คำว่า สัญญาแบ่งปันผลผลิตในร่างกฎหมายใหม่ที่ขอแก้ไข แต่เนื้อหาที่กำหนดในหมวดสัญญาแบ่งปัน ผลผลิต ไม่ต่างจากการให้สัมปทานแบบเดิม และที่สำคัญไปกว่านั้นเมื่อพิจารณาเนื้อหาในร่างกฎหมาย พรบปิโตรเลียม ที่เสนอ สนช.ทุกข้อทั้ง3หน้า  มีการเขียนข้อความในลักษณะที่ทำให้รัฐเสียเปรียบ และ เสียประโยชน์มหาศาลเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในโลก

    1.4  ประการที่4 ทรัพยากรธรรมชาติในประเทศไทยโดยเฉพาะปิโตรเลี่ยม ไม่ใช่ของรัฐบาลแต่ ประชาชน คนไทยมอบหมายให้รัฐบาลมาทำหน้าที่ดูแลรักษาผลประโยชน์ให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ  แต่ที่ผ่านมา ภาครัฐโดย เฉพาะกระทรวงพลังงาน ได้ร่างกฎหมายโดยไม่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ที่ประเทศชาติ ควรได้รับสูงสุด และในร่างกฎหมายไม่มีข้อใดที่ให้ความสำคัญกับภาคประชาชนเลย ดังนั้นจึงจำเป็นที่ ภาคประชาชน จะต้องเข้าร่วมให้ข้อคิดเห็น เพื่อประโยชน์สูงสุดของรัฐบาลและของประชาชนต่อไป

        1.5 ประการที่5 เรื่องการให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐมากเกินไปในการบริหารจัดการทรัพยากร เช่นให้อำนาจคณะกรรมาปิโตรเลี่ยมในการกำหนดราคาซ้อขายก๊าซธรรชาติปากหลุมที่ขาดหลักการที่แน่นอน ตาม พรบ ปิโตรเลี่ยม มาตรา 15, 16  จนทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติ สูงผิดปกติกว่าตลาดโลก ส่งผลต่อค่าไฟฟ้า ที่เก็บจากประชาชน อีกทั้งยังกำหนดราคาก๊าซธรรมชาติ ปากหลุมของบางกลุ่มสูงมากผิดปกติ ทำให้เอกชน บางรายกำไรจากการสำรวจและขุดเจาะอย่างมาก

         1.6 ประการที่ 6  สูญเสียความมั่นคงของชาติ

        ในร่าง พรบ ปิโตรเลี่ยม ปี 2514 และฉบับแก้ไข มีปัญหา อีกหลายด้าน  ที่สำคัญ เช่น เรื่องการสูญเสีย ความมั่นคงด้านยุทธปัจจัย พลังงาน เนื่องจากมาตรา 28  ที่แก้ไขเมื่อปี 2550 ปรากฎว่าจากเดิมที่เคยจำกัด จำนวนพื้นที่สัมปทาน กลับเปิดโอกาสให้รับแปลงสัมปทานไม่จำกัด ทำให้เอกชนบางรายมีอำนาจเหนือรัฐ เช่น เชฟรอน เคยขู่เรื่องการจะไม่มีก๊าซธรรมชาติใช้ ไฟฟ้าจะแพง หากไม่ต่ออายุสัมปทาน  รวมทั้งการให้อิง กระบวนการยุติธรรมจากต่างประเทศ เมื่อเกิดข้อพิพาท (อนุญาโตตุลาการ )

 

         นอกจากนี้น้ำมันที่ประเทศไทยสามารถผลิตได้อีกยาวนานไม่ใช่ว่าจะหมดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าตาม ที่มีบางคนเคยพูด เพราะตามตัวเลขเอกสารทางการของของต่างประเทศ (หาได้ในอินเตอร์เน็ต) ได้จัดอันดับ ของประเทศต่างๆ ทีเป็นผู้ผลิตน้ำมันทั่วโลก  และประเทศไทยถูกจัดอันดับเป็นผู้ผลิตไว้ที่อันดับ 32ของโลก จาก100กว่าประเทศ ในโลก โดยมีกำลังผลิตวันละ265,000บาร์เรลต่อวัน จากที่รายงานจากเอกชน ผู้รับสัมปทาน  (1บาร์เรลเท่ากับ159ลิตร) ยังไม่รวมหากมีการติดตั้งมิเตอร์จริงทุกหลุมเชื่อม อินเตอร์เน็ท สู่ศูนย์ควบคุมของรัฐ  เพื่อป้องกันการรั่วไหล จะได้ปริมาณ?ี่เพิ่มขึ้นหรือไม่ ถ้าคิดหน่วยเป็นลิตรก็เท่ากับ 265,000x159= 42,135,000ลิตร ×365วัน=15,379,275,000ลิตรต่อปี×ราคาน้ำมันขายปลีก ลิตรละ25บาท ถ้าน้ำมันเป็นของไทยทั้งหมด จะมีรายได้ปีละ15,379,275,000ลิตรx25บาท= 384,481,875,000 บาท ด้วยปริมาณตัวเลจมหาศาล ขนาดนี้จึง สมควรที่คนไทยจะได้ร่วมรับรู้และตื่นขึ้นมารณรงค์เพื่อ รักษาผลประโยชน์ของประเทศและของคนไทยทุกคน ในผืนแผ่นดินไทยนี้

 

2. ที่ผ่านมา ประชาชนคนไทยได้พยายามรณรงค์เรื่องน้ำมันมาตลอด  แต่ผู้ที่ออกมารณรงค์กลับ ถูกกล่าวหา ว่าไม่รู้จริงไม่เข้าใจและพยายามบอกว่าน้ำมันมีน้อยเหลือไม่มาก  หรือเป็นพวกเอ็นจีโอรับจ้างต่างชาติมาป่วน บ้าง แต่กาลเวลา ก็ได้พิสูจน์ความจริงว่าไม่ใช่  ทุกอย่างเป็นไปตามที่ภาคประชาชนพูด และในที่สุดรัฐบาลชุด ปัจจุบัน ก็ได้ ยินยอมแก้ไข กฎหมายการให้สัมปทานน้ำมันมาเป็นระบบปันผลและผลิต และต่อมาสนช. ก็ได้ท้วงติงและส่งร่างกฎหมายพรบปิโตรเลียมกลับคืนให้รัฐบาลไปทบทวนใหม่ โดยให้แก้เป็นคำว่า สัญญาจ้างบริการและกำหนดนิยามให้สอดคล้องกัน   นอกจากนี่ในส่วนภาคประชาชนก็ได้ให้ข้อคิดเห็นต่างๆ ว่าร่างพรบปิโตริลียมที่รัฐบาลส่งเข้าสนช.มีจุดบกพร่องหลายประการเช่น

   2.1  ไม่นำประเด็นต่างๆที่สนช.ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาและลงมติเห็นชอบเมื่อ ปลายปี2558 มาปรับปรุงแก้ไขพรบ.ปิโตรเลียมฉบับใหม่

   2.2  กระทรวงพลังงาน มีการปรับถ้อยคำในร่างแก้ไขใหม่เพียง3หน้าและกำหนดเนื้อหาวิธีการผลตอบแทน  ที่ไม่แตกต่างจากรูปแบบสัมปทานเดิม ซ้ำยังวางเงื่อนไขที่รัฐเสียประโยชน์

 

3. เพื่อความเข้าใจของประชาชนคนไทย ขอส่งร่างกฎหมายพรบปิโตรเลียมฉบับใหม่ที่ กระทรวงพลังงานเสนอ เข้าสนช.โดยผ่านคณะรัฐมนตรี มาให้ทุกคนอ่านท้ายบทความนี้ และขอให้ท่านใช้วิจารณญาณว่าร่างกฎหมายนี้ ถ้าผ่านสนช.ไปได้ประเทศชาติจะเสียประโยชน์มหาศาลทีเดียว เพราะเป็นร่างกฎหมายที่เอื้ออำนวย ประโยชน์ ให้เอกชน  โชคดีที่สนช.แตะเบรคยังไม่ผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ทั้งที่กระทรวงพลังงานเร่งรัดอยากให้ผ่านโดย เร็ว โดยอ้างว่าต้องเร่งรัดเพราะสัมปทานเดิมใกล้จะหมด

 

4.  จากการศึกษาข้อมูลในเบื่องต้น  โดยใช้สามัญสำนึกของคนไทยที่รักชาติรักแผ่นดิน  จะวิเคราะห์ให้เห็นจุด บกพร่องของร่างพรบ.ปิโตรเลียมฉบับใหม่เป็นข้อๆสั้นๆพอให้เข้าใจภาพชัดเจนยิ่งขึ้นดังนี้

4.1  ร่างกฎหมายนี้เข้าใจว่าเขียนขึ้นโดยมีสมมุติฐานว่า น้ำมันในประเทศไทยมีน้อย เหลืออีกไม่มาก จึงเขียนร่าง แบบ ให้สิทธิเอกชนเยอะๆ รัฐขอรับส่วนแบ่งน้อยๆ ให้สิทธิขุดเจาะยาวๆฯลฯ  ซึ่งเป็นการเขียนโดยตั้งสมมุติ ฐานผิด ทำให้รัฐเสียประโยชน์ขาดรายได้ที่รัฐและประชาชนคนไทยควรได้รับอย่างมหาศาล

4.2  ต้องถือว่ากระทรวงพลังงานคือผู้รับผิดชอบร่างกฎหมายนี่เต็มตัว และถ้าอ่านเจตนารมณ์ของกระทรวง พลังงานคงเห็นว่าน้ำมันของไทยมีน้อยเหลืออีกไม่กี่ปีก็หมด จึงต้องเขียนกฎหมายการขุดเจาะน้ำมันที่จูงใจนัก ลงทุน  ถ้าเข้าใจตามเหตุผลที่ว่ามานี้ก็ต้องบอกว่า พลังงานโดยเฉพาะน้ำมัน และแก๊สในประเทศไทย ยังมี อีกมาก ขุดเป็นหลายสิบปีก็คงไม่หมด เนื่องจากเหตุผลสนับสนุนต่อไปนี้

           4.2.1  ถ้าย้อนยุคกลับไปเมื่อปี 2514 หรือเมื่อ40ปีที่แล้วเหตุผลว่าน้ำมันในไทยมีน้อย ต้นทุนการขุดเจาะ สูงมากคงขุดไม่ไม่นาน  ฯลฯ สารพัดเหตุผลแบบนั้นคงรับฟังขึ้นเพราะยังเป็นยุคโบราณ  การตรวจสอบทำได้ยาก ฝรั่งว่างัย ก็ต้องตามนั้น แต่ปัจจุบันไม่ใช่เช่นนั้นแล้ว   การตรวจสอบแหล่งพลังงานของไทย สามารถกระทำได้ ไม่ยาก ดาวเทียมจากนอก โลกสามารถส่องลงมาเห็นทรัพยากรของประเทศไทยรู้ได้หมดว่ามีอะไร อยู่ตรงไหน มากน้อยเท่าไร ยิ่งภาคเอกชน ยิ่งรู้มากกว่ารู้ลึกซึ้งกว่ารัฐบาลไทยเสัยด้วยซ้ำ

         4.2.2  อันดับการผลิตน้ำมันของไทยอยู่อันดับที่32ของโลกจาก117 ประเทศที่ผลิตน้ำมันใน โลกนี้ ถือว่าเป็นอันดับ สูงมากติดอันดับโลกทีเดียว ดังนั้นจะมาบอกว่าประเทศไทยผลิตน้ำมันได้น้อย จึงสวนกับ ความจริง

           ถ้าจะผลิตได้น้อยต้อง อยู่อันดับที่100-117แต่นี่อยู่สูงถึงอันดับ32ของโลกขอให้ดูเอกสารอ้างอิง ท้ายบทความนี้ได้

          4.2.3ภาพแหล่งพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันของประเทศไทย ปรากฏอยู่มากในภาคอีสานและอ่าวไทย ตามเอกสารอ้างอิง ข้างท้ายบทความนี้โดยเฉพาะในอ่าวไทย อยู่ส่วนหางของหมู่เกาะสแปรตลีย์ ที่จีนและ ประเทศต่างๆกำลังอ้างสิทธิ์ เหนือหมู่เกาะเพราะมีแหล่งน้ำมันมหาศาล และตอนหางของหมู่เกาะสแปรตลีย์  ก็มาอยู่ในเขตประเทศไทย ตามแผนภาพดังนั้นจึงต้องบอกว่าน้ำมันของไทยยังมีให้ขุดอีกเหลือเฟือ และสมควร ขุดขึ้นมาเพื่อทำประโยชน์ให้ ประเทศชาติและคนไทยไม่ใช่ขุดขึ้นมาแล้วปล่อยให้ต่างชาติเอาเปรียบ ประเทศไทยอีก ไม่งั้นคนไทยก็จะยากจน ทั้งประเทศเหมือนเมื่อ40ปีที่ผ่านมา

 

            จากเหตุผลทั้งสามข้อข้างต้นจึงพอเพียงที่จะกล่าวว่าสมมุติฐานที่ว่าน้ำมันของไทยมีน้อย อีกไม่กี่ปีก็หมด จึงเป็นการตั้งสมมุติฐานที่ผิดโดยสิ้นเชิง  ถ้าจะถกเถียงให้เกิดประโยชน์ และพิสูจน์ได้ก็ต้อง ติดมิเตอร์ทุกหลุม เชื่อมโยงรายงานต่อศูนย์ควบคุมของรัฐบาล  จะได้ไม่มีข้อถกเถียงกันต่อไป และต้องตั้ง สมมุติฐานใหม่ว่าพลังงานปิโตรเลียมของไทยยังมีอีกมากมายยังมีเหลือเฟือให้ขุดเจาะ เจาะอีก50-60ปีก็ไม่หมด ไปจากโลกนี้ เมื่อเปลี่ยนสมมุติฐานก็จำเป็นต้องวางกติการขุดเจาะให้รัดกุมเพื่อรักษาผลประโยชน์ ของคนไทยและของประเทศไทย เป็นสำคัญ

           4.3  จุดเสียเปรียบที่กระทรวงพลังงานร่างพรบ.ปิโตรเลียมฉบับใหม่ขึ้นมาและถูกตีกลับจากสนช. เมื่อวันที่ 21พย2559  จากการวิเคราะห์ในเบื้องต้นอย่างคร่าวๆมีดังนี้

            4.3.1  ร่างกฎหมายว่าเป็นการปันส่วนแบ่งผลผลิตแต่เนื้อหาข้างในยังคงหลักการแบบสัมปทาน เมื่อ40ปีที่แล้ว

           4.3.2 เก็บค่าภาคหลวงเข้ารัฐใช้คำว่า ไม่น้อยกว่าร้อยละ10 % ของผลผลิตรวม  แสดงว่า ยอมรับที่จะเรียกเก็บรายได้เข้ารัฐอย่างต่ำ10% เองซึ่งต่ำมาก  และใช้คำว่าจะเรียกเก็บไม่ต่ำกว่าร้อยละ แสดงว่าจะใช้วิธีตกลงต่อรองกับเอกชนโดยรูปแบบการตกลง  

          4.3.3 ตามเอกสารที่หน่วยงานต่างประเทศรวบรวมสถิติข้อมูลไว้  ประเทศไทยได้รายได้จากสัมปทาน ในระดับค่อนข้างต่ำมากเพมื่อเทียบกับประเทศต่างๆในโลก  ขอให้สังเกต วงกลมแดง ในตารางท้ายบทความ เรื่องส่วนแบ่งน้ำมันของประเทศไทยจะวงกลมไว้เฉพาะ และแสดงข้อมูล ของแต่ละประเทศ 

 

           ทั้งนี้ประเทศที่ได้ส่วนแบ่งน้ำมันเกิน80% ได้แก่ จีนรัสเซีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย พม่า เวียดนาม กัมพูชา

บรูไน บาห์เรน เยเมน เวเนซูเอล่า คาซักสถาน อินเดียกาน่า แองโกล่า โรมาเนีย ซีเรีย ฯลฯ

                ดังนั้นการกำหนดส่วนแบ่งปิโตรเลียมของไทยว่าขั้นต่ำ10%จึงเป็นการกำหนดในร่างกฎหมายที่ ทำให้ประเทศไทยเปรียบอย่างสุดๆ ลองดูประเทศเพื่อนบ้านรอบๆไทยดูเขาได้เกิน 80%ทั้งนั้น

นี่คือเหตุผลสำคัญ ว่าร่างกฎหมายนี้ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบมหาศาล

               4.3.3  ตามร่างกฎหมายไม่กำหนดให้มีการเสนอราคาแข่งขัน ในการรับจ้างขุดเจาะ แต่จะใช้วิธีตกลง ราคาซึ่งไม่มีการตกลงในที่ใดๆ ในโลกที่รัฐบาลจะได้ประโยชน์สูงๆ พราะสามารถให้ผลประโยชน์น้อยก็ได้

แต่ถ้าเปิดให้มีการประมูลแข่งขันจากทั่วโลกกรณีนี้ รายได้จะเข้าประเทศไทยเยอะมากและเป็นการยุติธรรม ต่อทุกฝ่ายที่เข้าร่วมชิงชัยในการประมูล

             4.3.4 ตามร่างกฎหมายเปิดช่องให้กระทรงงพลังงานใช้ดุลพินิจ ในการตัดสินใจ เช่น การตกลงต่อรอง กับผู้รับสัมปทานรายใดรายหนึ่ง การยอมรับตัวเลขผลประโยชน์ค่าภาคหลวงค่าน้ำมันของรัฐขั้นต่ำที่10% ฯลฯ นี่คือการเปิดช่องโหว่ให้หน่วยราชการใช้ดุลพินิจซึ่งเสี่ยงต่อการสูญเสียผลประโยชน์ด้านพลังงาน ปิโตรเลียม ของประเทศไทยในอนาคต

         4.3.5 ตามร่างกฎหมายเปิดโอกาสให้เอกชนสามารถทำสัญญารับจ้างได้ไม่เกิน39ปี  ใช้คำว่า ไม่เกิน 39ปีซึ่งเป็นความเสี่ยงเพราะถ้าประเทศไทยพลาดในการทำสัญญาจ้างบริการไปแล้วก็ต้องรอไปอีก39ปี จึงจะมาตกลงกันใหม่ได้ จึงไม่ควรกำหนดเงื่อนเวลายาวนานแบบนี้ เพราะเท่ากับเปิดโอกาสให้ หน่วยราชการ ใช้ดุลพินิจ ทำสัญญาจ้าง บริการผูกพันยาวนานได้ถึง39ปี จึงเป็นเรื่องอันตรายและเสี่ยงต่อ ประเทศไทยเอง  สมควรกำหนดเวลาไว้สั้นกว่านี้ เช่น 8-10 ปี เป็นต้น

       4.3.6  นอกจากนี้ตามร่างกฎหมายพรบ.ปิโตรเลียมยังเขียนอนุญาตให้คู่สัญญาหักค่าใช้จ่ายใน การขุดเจาะได้ถึง50%ก่อนแบ่งส่วนแบ่งรายได้ให้ไทยซึ่งไม่สมควรกำหนด เพราะกระทรวงพลังงาน รู้ได้อย่างไรว่าค่าขุดเจาะน้ำมันต้องใช้ตัวเลข ให้หักค่าใช้จ่ายได้ก่อน50%ก่อนการแบ่งน้ำมันให้ประเทศไทย ทั้งๆที่ควรเขียนให้ประเทศชาติได้หัก50% จากผลผลิตที่ได้เสียมากกว่าการเขียนให้เอกชนหัก50 %   และงานนี้ไม่ใช่การให้สัมปทานเหมือนอดีตเมื่อ40ปีที่ผ่านมา  แต่เป็น รูปแบบสัญญาจ้างบริการ (service contract) จึงไม่ควรกำหนดให้เอกชนหักค่าใช้จ่าย50%ก่อน  ก่อนแบ่ง ค่าน้ำมันให้รัฐบาล และให้ถือเป็น หลักการว่าค่าใช้จ่ายในการขุดเจาะน้ำมันทั้งปวง ให้ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้ลงทุนทั้งสิ้น  รัฐบาลไทยไม่ร่วมรับผิดชอบด้วย

         4.3.7  รูปแบบของร่างพรบ.ปิโตรเลียม เมื่อเปลี่ยนจากสัมปทานเดิมมาเป็นสัญญาจ้างบริการ(service contract) ตามร่างกฎหมายเดิมไม่เขียนหลักการที่ชัดเจนเกี่ยวกับสัญญาจ้างบริการไว้ กะใช้ดุลพินิจหรือ การทำข้อตกลงกับผู้รับจ้าง ซึ่งเสี่ยงต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยและเสี่ยงต่อผู้เกี่ยวข้อง และหน่วยงานต่างๆ ที่จะถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาละเว้นไม่รักษาผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน

ดังนั้น ร่างกฎหมายที่ปรับปรุงใหม่จึงควรต้องกำหนดเนื้อหาการจ้างบริการทุกกรณี ที่เป็นหลักการสำคัญ ไว้ให้ชัดๆ เพื่อป้องกันการใช้ดุลพินิจ

         4.3.8  ตามร่างพรบปิโตรเลียมกำหนดว่าเมื่อคู่สัญญาตกลงกันไม่ได้ฉันทมิตรให้ตั้งอนุญาโตตุลาการ ขึ้นตัดสินและให้ใช้วิธีการตามข้อบังคับunicitralโดยวินิจฉัยตามบทบัญญัติกฎหมายไทยและคำนึงถึงกฎหมาย ระหว่างประเทศ สถานที่พิจารณาให้อยู่ในกทมและให้ใช้ภาษาไทย ตามร่างนี้  มีข้อพิจารณาว่า ในเมื่อน้ำมัน เป็นของประเทศไทย การตัดสิน ใดๆ เมื่อมีข้อโต้แย้ง ควรต้องให้รัฐบาลไทยใช้ดุลพินิจตัดสิน ตามสัญญา จ้างบริการ โดยคำนึงถึงสัญญาที่ทำระหว่างกัน ไม่จำเป็นต้องอ้างอิงวิธีการตามข้อบังคับunicitral เพราะเป็นสิทธิและอำนาจ ของประเทศไทย  

         4.3.9ตามร่างพรบ.ปิโตรเลียม ไม่พูดให้ชัดเจนว่าสัญญาระหว่างประเทศไทยกับผู้รับจ้าง จะทำเป็นภาษาใด

  ถ้าหากมีการจัดทำเป็นภาษาอังกฤษก็จะยุ่งยากในภายหลัง เพราะคนไทยไม่เชี่ยวชาญและอาจผิดพลาดได้ ในการควบคุมการปฏิบัติตามสัญญา จึงควรกำหนดให้ชัดเจนว่าสัญญาที่จะทำขึ้นต้องเป็นภาษาไทยเท่านั้น และการเสนอรับทำงานตามสัญญาจ้างบริการก็ต้องเสนอเป็นถาษาไทยเป็นหลัก

        4.3.10 ตามร่างกฎหมายพรบ.ปิโตรเลียมของกระทรวงพลังงาน มาตรา 53/4 ข้อ 7  กำหนดไว้ว่าให้ผู้รับ สัญญา แบ่งเงิน0.5%เป็นค่าบำรุงเพื่อการวิจัยของกรมพลังงานเชื้อเพลิงธรรมชาติ ซึ่งไม่ควรให้เฉพาะ กรมเชื้อเพลิง แต่ควรเป็นงบวิจัย ของทุกหน่วยงานของรัฐ ที่เกี่ยวข้องพลังงาน  และเพื่อสนับสนุนงานวิจัย ของคน ไทยทั้งประเทศ มิใช่แค่เพื่อการวิจัย ของกรมพลังงานเชื่อเพลิงธรรมชาติซึ่งได้ประโยชน์ แค่หน่วยงานเดียว และควรกำหนดให้มีการแบ่งค่าน้ำมันที่ขุดขึ้นมาได้เพื่อประโยชน์ของประเทศไทย และประชาชนคนไทยที่มากกว่านี้ เช่น แบ่งเปอร์เซนต์ รัฐสวัสดิการ และอื่นๆอีก 20 %    

       4.3.11 ตามร่างกฎหมายพรบ.ปิโตรเลี่ยมไม่ได้กล่าวถึงเงื่อนไขที่ผู้รับสัญญาจะต้องติดตั้ง ระบบมิเตอร์รายงานการขุดเจาะน้ำมันแบบออนไลน์ทุกวินาทีเข้ามาที่กระทรวงพลังงานเพื่อตรวจสอบ ควบคุมอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้เป็นเพราะปัจจุบันราชการไทยไม่สามารถควบคุม ตรวจสอบ ได้เลยว่าปริมาณ ขุดเจาะน้ำมันที่ แท้จริงอยู่ที่เท่าใด และมีการรั่วไหลของน้ำมันที่ลักลอบขายทั้งในทะเลและ บนบกเกิดขึ้น บ้างหรือไม่ ทั้งๆที่มีโอกาสสูงที่จะลักลอบ ขนน้ำมันเถื่อนมากกว่าปริมาณที่แจ้งไว้ลักลอบไปขาย

           4.3.12  ตามร่างกฎหมายพรบ.ปิโตรเลียมไม่ได้กำหนดหลักการให้มีบริษัทใหม่ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อ ควบคุมผู้รับจ้างดูแลการ บริหารจัดการขายน้ำมันที่ผู้รับจ้างผลิตขึ้นมาเพื่อเป็นส่วนแบ่งของรัฐบาลแต่อย่างใด ทำให้เกิดช่องว่าง ในการควบคุม ดูแลผลประโยชน์ของรัฐขึ้นมาและถ้าไม่มีกำหนดไว้ กระทรวงพลังงาน ก็อาจใช้ดุลพินิจมอบหมายให้เอกชน ที่ขุดเจาะน้ำมันทำการบริหารการขายน้ำมันส่วนของรัฐบาลที่ขุดขึ้นมา

 ซึ่งยิ่งจะทำให้รัฐบาลไทยเสียเปรียบหนักขึ้น

          4.3.13  ตามร่างกฎหมายพรบปิโตรเลียมไม่ได้ระบุบทลงโทษที่รุนแรงถ้าพบว่าผู้รับสัญญามีการ ลักลอบขุดน้ำมันจะต้องปฏิบัติอย่างไร จะเลิกสัญญาหรือไม่เพราะถือเป็นเรื่องร้ายแรง

            4.3.14   ตามร่างพรบปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยไม่ได้กำหนดวิธีปฏิบัติว่าถ้าผู้รับจ้างไป ขุดเจาะน้ำมัน ที่เป็นพื้นที่ ทับซ้อนระหว่างไทยกับพื้นฐานจะวางแนวปฏิบัติอย่างไร

 

 5. ต่อไปนี้เป็นความเห็นต่อร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมที่ภาคประชาชนเสนอให้รัฐบาลพิจารณากำหนด หลักการเงื่อนไขข้อต่างๆ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นดังนี้

           5.1  หลักการสำคัญในร่างพรบ.ปิโตรเลียม ควรนำประเด็นสำคัญๆมาใส่ไว้ในร่างพรบปิโตรเลียม ส่วนขยายความจึงนำไปใส่ไว้ ในกฎกระทรวง

          5.2  เนื้อหาที่กำหนดให้เพิ่มเติมในร่างพรบ.ปิโตรเลียมถูกกำหนดขึ้นโดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ ประเทศชาติและประชาชน จะได้รับเป็นสำคัญและอยู่ภายใต้หลักการสำคัญคือ ประเทศไทยมีทรัพยากร ปิโตรเลียม เช่นน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์แม้จะขุดมาแล้ว40ปีก็ยังไม่หมดและจากเทคโนโลยี สมัยใหม่ทำให้ได้ทราบว่าพื้นที่ใต้ดินทั้งบนบกและในทะเลของแผ่นดินไทยโดยเฉพาะภาคอีสานและใน อ่าวไทยมีทรัพยากรน้ำมันที่อุดมสมบูรณ์สมควร ขุดเจาะชึ้นมาเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนคนไทยเป็นสำคัญ

         5.3 สาระสำคัญที่สมควรกำหนดไว้ในร่างพรบปิโตรเลียมฉบับใหม่  นอกจากจะแก้โดยใช้คำว่า สัญญาจ้างบริการ หรือแบ่งปันผลผลิต แทนคำว่าสัมปทานแล้วเห็นควรกำหนดให้มีสาระสำคัญที่เป็น หลักการสำคัญๆดังนี

             5.3.1  ให้ใช้วิธีแข่งขันเสนอราคา แบบเปิดกว้าง ให้ทุกประเทศเข้าแข่งขันเสนอราคารับจ้างได้ โดยไม่มีการตกลงราคา เพื่อให้เป็นธรรมต่อทุกประเทศ และเพื่อให้ประเทศไทยได้ผลประโยชน์สูงสุด แม้จะมีผู้เสนอราคารับจ้างต่ำสุด หากตัวเลขราคารับจ้างที่เสนอยังไม่เหมาะสม คณะรัฐมนตรีโดย ข้อเสนอของคณะกรรมการคัดเลือก ผู้รับจ้างตาม สัญญาจ้างบริการ สามารถยกเลิกการเสนอ ราคารับจ้างและสั่งให้มีการแข่งขันเสนอราคาใหม่ ได้โดยคำนึงถึงประโยชน์ ที่ประเทศไทยและ ประชาชนคนไทยจะได้รับเป็นสำคัญ เหตุผลที่กำหนดให้แข่งขันราคาและสามารถ ยกเลิกและสั่งให้ มีการแข่งขันใหม่ได้ เพื่อให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์สูงสุดจากการขุดเจาะปิโตรเลียมขึ้นมา

           5.3. 2  การเสนอราคา  ให้ผู้สนใจเข้าร่วมเสนอราคาทุกรายลงทะเบียนแจ้งความสนใจ เข้าร่วมเสนอราคาต่อคณะกรรมการ พิจารณาคัดเลือกผู้รับจ้าง

วันที่โพสต์ 07/12/2016