เว็ปเพื่อนบ้าน

กิจกรรม


ยื่นหนังสือ ให้กับ องค์การสหประชาชาติและสถานฑูตอเมริกา เพื่อขอให้ตรวจสอบ


        เครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ    ภาคีเครือข่ายต่อต้านทุจริตคอรัปชั่นของชาติ        สภาเครือข่ายการเมืองภาคพลเมือง    สภาธรรมาภิบาล     องค์การปฏิรูปพลังงานแห่งชาติ   สภาองค์กรชุมชน กทม.    และเครือข่ายประชาชนอื่นๆ

           เลขที่ 119/396 .1 .ไทรม้า ถ.รัตนาธิเบศร์ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี 11000

www.anti-corruptionnetwork.com,   www.thammapiban.com  ตู้ ปณ.111 ปณศ.บางซื่อ กทม. 10800

E-mail :  nacnthai@hotmail.com,  soovoy55@gmail.com, kamolpanch@gmail.com โทร/โทรสาร 02-195-5549    มือถือ 090-912-0375 , 0894418226

วันที่  9 ตุลาคม  พศ. 2555

 

เรียน      เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ    นาย บัน คีมูน (Ban Ki-moon)

เรื่อง       ขอให้ตรวจสอบ เรื่องรัฐาลอเมริกา ร่วมกับรัฐบาลไทย ละเมิดสิทธิคนไทย   หรือไม่

            จากการที่รัฐบาลไทย ได้นำเรื่ององค์การนาซ่า (องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ  = National Aeronautics and Space Administration - NASA)   ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการ ของรัฐบาลอเมริกา      ซึ่งจะมาเช่าฐาน ทัพอู่ตะเภาของไทย       เพื่อสำรวจชั้นบรรยากาศ  แต่รัฐบาลไทยไม่ได้รับฟัง       ความคิดเห็นของประชาชน ให้ทั่วถึง   และไม่ปฏิบัติตามหลักนิติธรรม คือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญ   มาตรา190  ที่บัญญัติไว้ว่า       

หนังสือสัญญาใด ที่มีผลกระทบตอความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือ สังคมของประเทศอย่างกวางขวาง      องไดรับความเห็นชอบของรัฐสภา   อนการดําเนินการเพื่อทําหนังสือสัญญากับ นานาประเทศ หรือองคการระหวางประเทศ  คณะรัฐมนตรีตองให้ขอมูลและจัดใหมีการรับฟงความคิดเห็นของ ประชาชน  และคณะรัฐมนตรีตองใหประชาชนสามารถเขาถึงรายละเอียดของ หนังสือ สัญญานั้น   

               ประเด็นคือรัฐบาล ไม่ได้เปิดรับฟังคิดเห็นของประชาชน   และไม่แจ้งรายละเอียดในสัญญา ก่อนทำ สัญญากับองค์การนาซ่า     ไม่ได้ปฏิบัติตามหลักนิติธรรม และหลักประชาธิปไตย  ซึ่งหาก รัฐบาลอเมริกา ยินยอมให้นาซ่ามาเช่าฐานทัพไทย เท่ากับว่า   รัฐบาลอเมริกา กำลังสนับสนุนให้ผู้นำ รัฐบาลไทย ดำเนินการบริหาร แผ่นดินขัดหลักนิติธรรม และขัดระบอบการปกครองแบบ ประชาธิปไตย   และกำลังละเมิดสิทธิคนไทยทั้งประเทศ      ทั้งๆที่ประเทศอเมริกาเป็นต้นคิด     และเป็นประเทศผู้นำโลกด้านประชาธิปไตยที่คนทั้งโลกรับรู้

               และอีก ประเด็นสำคัญคือ นาซ่าเคยพูดว่าหากเลยวันที่26 มิย 55 จะไม่สามารถสำรวจ ชั้นบรรยากาศ ได้อีกเลย   แต่มาวันนี้รัฐบาลไทยกำลังร้องขออย่างเร่งรีบให้นาซ่ามาสำรวจ ชั้นบรรยากาศอีก โดยอาจจะเชื่อม โยงกับการให้สัมปทานพลังงานครั้งที่ 21   ซึ่งนาซ่ากับ บริษัทเชฟรอนมีผลประโยชน์ร่วมกันด้านพลังงาน รวมทั้งความมั่นคงในชาติ   หรือไม่ เพราะนาซ่ากับเชฟรอนเป็นคู่ธุรกิจด้วยกัน  ผลประโยชน์ร่วมกันด้านพลังงาน

 (http://www.jpl.nasa.gov/news/news.php?release=2011-226

http://www.networkworld.com/community/blog/nasa-teams-chevron-build-energy-exploration-t

http://www.chevron.com/next/partneringwithnasa/) 

             ซึ่งคำพูดของนาซ่ามิอาจจะเชื่อถือได้ว่าจะสำรวจเฉพาะชั้นบรรยากาศเพียงอย่างเดียวหรือ  มีอะไรแอบแฝง  

             อีกประการหนึ่ง อยากให้ยูเอ็นตรวจสอบว่า บริษัทเชฟรอน โดยรัฐบาลอเมริกาได้เข้ามาขุดทรัพยากร ปิโตรเลี่ยม ในพื้นที่ทับซ้อนไทย - กัมพูชาในขณะนี้แล้วหรือไม่  (http://oldforum.serithai.net/index.php ?topic=32214.0)   โดยที่แบ่งจัดสรรผลประโยชน์กัน   ผู้นำไทย ผู้นำเขมร และเชฟรอน โดยเจรจาผ่านทาง  นางฮิลลารี คลินตันหรือไม่   ในครั้งที่ นางฮิลลารี คลินตัน นัดนายกรัฐมนตรีไทยไปพบที่ประเทศกัมพูชา   โดยมีบริษัทเชฟรอน เข้ามาเกี่ยวข้อง   ตามข่าวไทยรัฐออนไลน์ ( http://www.thairath.co.th/content/pol/275410  )

             หากใช่  เท่ากับ อเมริกา  เองกำลังละเมิดสิทธิของคนไทย และประชาชนชาวกัมพูชา เนื่องจากมี  สนธิสัญญาระหว่างประเทศ   เกี่ยวเกี่ยวกับ natural resource  ปี คศ .1963    ได้เขียนไว้ว่า ทรัพยากรแผ่นดิน ที่เกิดในบริเวณประเทศใดต้องเป็นประชาชนในประเทศนั้นใช้ประโยชน์ ร่วมกัน

ถ้าไม่ได้ผ่านความคิดเห็น หรือ  ยอมรับของประชาชน  สัญญานั้นก็เป็นโมฆะ   โดยยึด หลักการ seft determination   (อ้างอิงนักกฎหมายระหว่างประเทศ .ธนบูลย์ จิรานุวัฒน์)

              นั่นคือ ทรัพยาการของประเทศใด ประชาชนในประเทศนั้นควรได้รับประโยชน์อย่างเป็นธรรม และมีสิทธิ  มีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรของตน     แต่ใน    ขณะนี้ประชาชนทั้งสองประเทศ ไม่ได้ประโยชน์ใดๆ แต่เป็นเพียงการตกลงของผู้นำสองประเทศ เท่ากับอเมริกาเองที่เป็นประเทศ ผู้นำประชาธิปไตย กำลังปล้น ประชาธิปไตยของคนไทย  และทรัพยากรของ คนไทย และคนกัมพูชา โดยไม่แยแสต่อระบบการปกครอง ประชาธิปไตยที่ประชาชนต้องมีส่วนร่วม

               ประการสำคัญ รัฐบาลไทย    ตั้งแต่ปี พศ 2514 -2555    มีการออกพระราชบัญญัติ ปิโตรเลี่ยม ที่ให้สัดส่วนค่าภาคหลวงในปริมาณที่ต่ำมากเช่น 5-15 %     แม้นจะรวมภาษีกำไรสุทธิ อยู่ที่50 % แต่ประชาชน ไม่สามารถตรวจสอบความโปร่งใสและข้อเท็จจริงของปริมาณ ขุดเจาะน้ำมันที่แท้จริง      มีการห้ามประชาชน เข้าออกในบริเวณขุดเจาะ  และไม่เปิดเผยสัญญา ซื้อขายกับ ต่างประเทศ และมีค่าตอบแทน กรรมการบริหารที่ สูงกว่าบริษัทSTATOIL HYDRO ของนอร์เวย์ ที่มียอดขายมากกว่าปตท สองเท่า            ( เอกสารแนบ  )   

                ทั้งราคาน้ำมันแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน    เช่นมาเลเซียขายน้ำมันลิตรละ 17-19บาท ไทยขายลิตรละ 30-45 บาท   มาเลเซียขายก๊าซ LPG กก .ละ 6.5 บาท แต่คนไทยขากกก.ละ 18.5-30.5 บาทต่อกก .ยังอ้างว่าขาดทุน         รวมทั้งการอ้างอิง ราคาน้ำมันด้วยมติคณะรัฐมนตรี ที่ไม่เอื้อประโยชน์แก่ประชาชนในชาติ เช่น   ราคาน้ำมัน และก๊าซ LPG ให้อ้างอิงราคาตลาดโลก แถมยังบวกภาษี และเงินกองทุนน้ำมันที่เอื้อประโยชน์ อุตสาหกรรม ปิโตรเคมี ที่เป็นเอกชนถือหุ้นรวมบริษัทในเครือปตท      ส่วน ราคาก๊าซ NGV ที่อเมริกาถูกกว่าไทย  เช่นราคาขายที่3 บาทต่อกก.      แต่ มติ ครม. ก็ให้อ้างอิงราคาตลาดไทย เทียม  (จะขึ้นราคาเป็น

วันที่โพสต์ 18/10/2012